[HB 011] เพื่อนเก่า

posted on 25 Jun 2015 17:17 by alyssa-cubic in Hummingbird




*เอ็นทรีนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Hummingbird Cafe
 
 
 
 
 
 
 
 
เวลา: กรกฏาคม, 2014
 
ตัวละคร: อัยย์, มิว
 







*หมายเหตุ: ควรอ่านเอ็นทรีเรียงตามนี้มาก่อนนะคะ

- ของที่เธอให้ {บล็อคจีน}
 

- กลับบ้าน
{บล็อคโอห์ม}

 
 
 

 
 
 





 
 [HB 011] เพื่อนเก่า
 
 
 
 





ร่างเพรียวระหงของสตรีผิวสองสีในชุดเดรสสั้นกำลังนั่งไขว่ห้างจิบกาแฟอย่างสวย อยู่ในคอฟฟี่ช็อปร้านดัง มทิราพลิกนิตรสารแฟชั่นต่างประเทศในมืออ่านไปด้วยอย่างสบายอารมณ์ บ่ายวันนี้เธอมีธุระข้างนอก จึงถือโอกาสเบียดเวลามารอพบเพื่อนสนิทที่ไม่เจอกันนานซักที




แม้งานสไตลิสต์พ่วงตำแหน่งผู้ช่วยบก.ของนิตยสารแฟชั่นชั้นนำของเมืองไทยจะฟังดูหรู แต่คิวงานและมีตติ้งอันเนืองแน่นของเธอทำให้ไลฟ์สไตล์ชิคๆ ของสาว(ที่คิดว่าตัวเอง)สวยคนนี้ถูกเบียดบังจนลมแทบจับ ถ้าคิวปิดเล่มไม่ได้เพิ่งจบไปเมื่ออาทิตย์ก่อน เธอคงจะลืมการใช้ชีวิตชิวๆ สบายๆ แบบนี้ไปแล้ว




“มิว ทางนี้ๆ! น้ำเสียงคุ้นหูทำให้มทิราหันไปมองอย่างเร็ว ก่อนจะผงะอึ้งไปเมื่อสมองประมวลสภาพเพื่อนรักสุดเลิฟให้เห็นเต็มสองตา




ร่างสูงๆ ของไอยวริญท์ยืนฉีกยิ้มโบกมือมาให้เห็นแต่ไกลในสภาพเสื้อยืดตัวหลวมโครกใหญ่เบ้อเร่อ กับกางเกงยีนส์ขาสั้นที่ทั้งซีดทั้งตก ไม่...นั่นยังไม่นับรองเท้าแตะคู่ชีพที่ใส่มาตั้งแต่สมัยเรียนมหาลัยอีกนะ...




ถ้าจะพูดแบบรักษาน้ำใจก็คงบอกว่าหล่อนแต่งตัวได้เซอร์ติดดินดี ...แต่กูรูแฟชั่นอย่างเธอล่ะขอทั้งนั่งทั้งนอนยันเลยว่าสไตล์แบบนี้ไม่มีศัพท์อื่นใดให้บัญญัติทั้งนั้น นอกจากคำว่าโทรมและส่งเดช!’




โอ๊ยยยย มิวมิวล่ะอยากจะปีนขึ้นไปแขวนคอบนขื่อตาย!




เสียดายเวลาสี่ห้าปีที่สั่งสอนอบรมเรื่องการแต่งตัวและแฟชั่นจนถึงระดับแอดวานซ์จริงๆ




ที่กลุ้มแสนกลุ้มก็เพราะไม่ใช่ว่าความรู้ที่เธอสั่งสอนมันไม่เข้าหัว แต่ความขี้เกียจในตัวคนถูกสอนมันยิ่งใหญ่จนเกินจะเยียวยาต่างหากล่ะ!!




หลังมัวแต่นั่งอึ้งเสียจนกาแฟเกือบหก พอได้สติมทิราก็ตีหน้ายักษ์ใส่ ตามมาด้วยเสียงกรี๊ดปรอทแทบแตก




“อัยย์! ไอ้บ้า!! ถ้าคราวหลังจะนัดเจอฉันในสภาพนี้อีกละก็ไม่ต้องโทรมานะยะ ฉันจะไม่ทนอีกแล้ว ฉันรับ-ไม่-ด้ายย! แกขอโทษกางเกงยีนส์เซเว่นนั่นเดี๋ยวนี้ที่มิกซ์แอนด์แมชท์ออกมาแล้วดูเหมือน ของก๊อบตามตลาดนัด โอ๊ย ฉันอยากจะร้องไห้แทนดีไซน์เนอร์จริงๆ ถ้ารักจะโทรมก็อย่าใช้ของแพงสิยะ! สไตลิสต์สาวเปิดฉากต่อว่าเสียงแหลม แถมยังแสร้งทำน้ำตาคลอคล้ายจะร้องไห้จริงอย่างปากว่าอีกต่างหาก




น่าเสียดายที่แอคติ้งยิ่งใหญ่รัชดาลัยของเธอกลับถูกคู่สนทนายักไหล่หวือชนิดไม่ได้รู้สึกรู้สาใดๆ เลยแม้แต่น้อย




“ไม่ชอบก็คงต้องทนแล้วล่ะ เพราะกางเกงนี่มันของฉัน ฉันจะใส่ยังไงก็ได้ทั้งนั้นแหละ หรือถ้าแกทนไม่ไหวจะเปลี่ยนใจสะบัดก้นกลับออฟฟิศฉันก็ไม่ว่าอะไรหรอกนะ แค่ของที่ฝากซื้อก็ไม่ต้องเอาละกัน” ไอยวริญท์กระตุกคิ้วกลับไปให้อย่างกวนๆ ระหว่างเดินลากเท้าสวบๆ เข้าไปดูเสื้อผ้าแถวนั้นต่อชิวๆ




“กรี๊ดด หยู๊ดดดด---หยุดๆ! ไม่ ไปแล้ว เพื่อนจ๋า...เพื่อนรัก ขอของที่ฉันฝากซื้อเถอะน้า แกก็รู้ว่ามันหาย๊ากยาก ถ้าไม่ได้แกไปหาซื้อให้ฉันคงไม่มีทางหาได้หรอกนะ เถอะนะ นะ นะ




เห็นมทิราเปลี่ยนอาการจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไอยวริญท์ก็แค่นยิ้มเยาะ “ระลึกบุญคุณฉันไว้ซะ เพราะงั้นจะพูดอะไรก็ระวังด้วยโอเค้?”




“โหย เรื่องอื่นน่ะฉันยอมหมด ยกเว้นเรื่องนี้เท่านั้นแหละ แกก็รู้ ตราบใดที่แกยังแต่งตัวงี้ ปากฉันมันก็หยุดพูดไม่ได้หรอกน่า”




อาการที่ไอยวริญท์สำลักลมขันๆ ก่อนจะส่งถุงใส่ของบางอย่างให้มทิราเอากลับไปเก็บลงกระเป๋าสะพาย พลางพึมพำขอบอกขอบใจอย่างเร็ว




“ว่าแต่แกนี่ก็จริงๆ เลย ไหนๆ ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นเพื่อนฉัน ก็ช่วยกรุณาแต่งตัวให้มันมีชาติมีตระกูลหน่อยได้มั้ย นี่ถ้าไม่ใช่เพื่อนกันฉันน่ะจิกตาเหยียดจมดินไปแล้ว
! ใช้ได้ที่ไหนแต่งตัวให้คนเขาเข้าใจผิดว่าแจ๋วที่บ้านทำหัวสูงออกมาเดินมาซื้อของฝากคุณนายแบบนี้เนี่ย!




“หูย ดูพูดเข้า...ไม่เอาอะ เยอะ ฉันไม่ได้ทำงานที่ต้องแต่งตัวโชว์แบบแกนี่ กว่าจะแต่งตัวเสร็จเล่นเอาคนรอแทบอยากจะลงไปหลับต่ออีกรอบ”




“แกอย่ามาอ้างนะยะ เอาเข้าจริงแกก็แต่งตัวดีๆ ได้เหมือนกันนั่นแหละ ที่ไม่ทำเพราะแกขี้เกียจเกินไปต่างหาก ....และสภาพนี้คือตื่นนอนแล้วขยี้ผมเดินออกจากบ้านมาเลยรึเปล่าเนี่ย?! พอได้รับการฉีกยิ้มและยักคิ้วรัวๆ มาให้ มทิราก็แทบจะลมใส่  




ทุเรศมาก! แกทำให้ฉันอยากฉีกคอลัมน์แฟชั่นแนะนำง่ายๆ สุดเก๋ของฉันทิ้ง แกดิสเครดิตสไตลิสต์อย่างฉันพังหมดละเนี่ย!



“หูย มิว แกอย่ามาเว่อร์” ระหว่างที่ไอยวริญท์หันไปแขวะเพื่อนสนิทด้วยความหมั่นไส้ หางตาเธอก็เหลือบไปเห็นป้ายร้านค้าหนึ่งที่สะดุดสายตาเธอเข้าให้พอดี “เออ เดี๋ยวขอฉันแวะร้านนี้แป๊ปนึงดิ”




แน่นอนว่ามทิราไม่สนใจฟัง เพราะเธอมัวแต่ยุ่งอยู่กับการร่ายทฤษฏีการมิกซ์แอนด์แมตช์เสื้อผ้าควบคู่ไปกับสุทรพจน์ว่าด้วยการรักษาอิมเมจจากการแต่งตัวให้ไอยวริญท์ฟังใหม่เป็นรอบที่ร้อย เสียแต่แม่สาวผมซาลาเปาก็เอาแต่หูทวนลม เลือกพลิกเสื้อตัวโน้นตัวนี้ออกมาดูตั้งนานสองนาน จนกระทั่งพบตัวที่ถูกใจจึงหันกับไปคุยกับคนข้างๆ ที่ยังพล่ามไม่เลิก




“อะ ไหนๆ แกก็ภูมิใจกับเทสต์แกนักหนาแล้ว มาช่วยเลือกของให้เดี๋ยวนึงดิ๊” ว่าจบก็ส่งเสื้อเชิ้ตสองตัวออกมาจากราวแขวน “แกว่าเสื้อตัวนี้กับตัวนี้ ตัวไหนใส่แล้วดูดีกว่ากัน?”




ผลที่ได้นั้นชะงัด เพราะมทิราหยุดพูดทันที หล่อนหันมาเลิกคิ้ว ก่อนจะหรี่ตามองเสื้อเชิ้ตสลับกับหน้าเพื่อนสนิทไปมาอย่างงงๆ




“ตอนนี้คนเขาก็ฮิตเสื้อเชิ้ตทอลายสลับสีกันนะ ...แต่ฉันว่ามันดูเด็กไปสำหรับหมอมั้งแก ถึงตัวนี้จะเรียบหน่อยก็เหอะ ขืนพี่วินใส่รับรองแมนน้อยหนักกว่านี้อีก ส่วนตัวสีฟ้านั่นเก็บไปเลย  มันเอ้าท์ไปตั้งนานแล้ว”




“อุตส่าห์คอมเม้นต์มาเยอะแยะ แต่ไร้ประโยชน์จริงๆ ไม่ได้กะจะซื้อให้พี่วินสักหน่อย”




คำตอบที่มทิราหันมาขมวดคิ้วใส่ด้วยสีหน้าตกอกตกใจ




“...เฮ้ย แต่ฉันว่าแบบมันเล็กไปสำหรับพี่วุฒินะ พุงหนาๆ อย่างเฮียแกใส่เสื้อตัวนี้ไม่สวยหรอกนะ ดูตันชัวร์” ความเห็นแสนจะตรงไปตรงมาเล่นเอาไอยวริญท์หัวเราะพรืด




“โอ๊ย ใครเขาจะให้พี่วุฒิใส่กัน รายนั้นน่ะใส่เสื้อโปโลเป็นอย่างเดียวนั่นแหละ แค่สลับสีสลับยี่ห้อแล้วแต่มู้ด”




“เออจริง...บ้านแกนี่นอกจากพี่วินแล้ว นิสัยการแต่งตัวทุเรศเหมือนกันทั้งบ้าน....เอ๊ะ เดี๋ยวนะเดี๋ยว...” คนพูดเก่งสะกิดแขนเพื่อนตัวสูงให้หันมามองด้วยสีหน้าครุ่นคิด “นี่คือแกไม่ได้ซื้อเสื้อให้พี่วิน  และก็ไม่ได้ซื้อให้พี่วุฒิด้วย? เสื้อผ้าวัยรุ่นขนาดนี้ป๊าแกไม่ใส่แน่ๆ ...ไม่ดิ แกไม่น่าจะรู้จักแบรนด์นี้เลยด้วยซ้ำ เพราะบ้านแกไม่มีใครใส่สักคน...ไอ้อัยย์...แกคายออกมาเดี๋ยวนี้นะ เสื้อแพงขนาดนี้ แกจะซื้อไปให้ใครยะ?”




“อูย ทำไมต้องทำท่าทางตกใจอะไรขนาดนั้นด้วย ก็แค่ซื้อของฝากคนเฉยๆ เรื่องปกติน่า”




มทิราแยกเขี้ยว




“ไอยวริญท์! คนขี้งกและขี้เกียจอย่างแกซื้อเสื้อผ้าแบรนด์เนมให้ผู้ชายที่ไม่ใช่คนในครอบครัวเนี่ยนะยะปกติ? ขนาดเพื่อนซี๊อย่างฉันยังได้แต่ครีมกระปุกเดิมๆ ทุกปีเพราะแกขี้เกียจจะเลือกของเลย ...แต่นี่แกถึงขนาดลากฉันมาถามความเห็นว่าเสื้อตัวนี้เหมาะมั้ยแสดงว่าใส่ใจ มากชัดๆ ...เล่ามาให้หมดเดี๋ยวนี้! จะซื้อของไปฝากหนุ่มที่ไหนกันยะ!




“น้อยๆ หน่อยยัยมิว ครีมกระปุกเดิมๆ ของแกนี่ลาแมร์นะยะ ถ้าไม่อยากได้คราวหลังจะไม่ซื้อให้แล้วนะ เธอหันไปแขวะเพื่อนตามนิสัย แต่พอเห็นสายตาคาดคั้นไม่ยอมรับคำตอบส่งเดชแล้ว ไอยวริญท์ก็ถอนใจยอมแพ้




“ไม่ได้มีอะไรอย่างที่แกคิดหรอกน่า...ก็ซื้อฝากเพื่อนที่ร้านกาแฟนั่นแหละ”




“เพื่อนที่ร้านกาแฟ? อีกฝ่ายทวนคำเสียงสูง ไอ้ร้านที่แกไปสิงสอนหนังสือน่ะเหรอ? นี่แกยังไม่โดนเขาไล่ที่อีกเรอะ?”




“อ้าว นั่นปากเหรอน่ะ”




แล้วแกไปสนิทกับเขาอีท่าไหนน่ะ คือเขาเป็นลูกค้าเหรอ? หรือเป็นเพื่อนเจ้าของร้าน แบบแวะมาเจ๊าะแจ๊ะกับแกบ่อยๆ ไรงี้?”




เห็นแม่คนช่างจินตนาการเริ่มคิดอะไรต่อเนื่องเป็นชุด ไอยวริญท์ก็ชักจะขำ ถึงได้ส่ายหน้าตอบดับฝันเพื่อนไปอย่างช่วยไม่ได้




“เปล่า เป็นพนักงานเสิร์ฟ




“ห๊ะ? พนักงานเสิร์ฟ?” มทิราทำตาโตมาให้ตามคาด แม่คุณหนูติดสวยชักจะงงไปกันใหญ่ “เฮ้ย แต่เสื้อแพงขนาดนี้ซื้อไปฝากมันจะไม่เว่อร์ไปหน่อยเหรอแก ถึงมันจะสวยก็เหอะ ....เอ๊ะ หรือตอนนี้แกติดเด็กเสิร์ฟ? นี่คิดจะซื้อของไปจีบเขารึเปล่า? ถ้าอย่างนั้นฉันว่าเอาแบรนด์ที่คนรู้จักหน่อยดีกว่ามั้ย”




ได้ยินเพื่อนซี้สันนิษฐานไปไกลถึงดาวอังคาร ไอยวริญท์ก็อดแตะเบรกไม่ได้




“มิว... เพ้อเจ้อ! ฉันซื้อไปขอโทษเพราะคราวก่อนฉันไปทำความเดือดร้อนให้เขาไว้เฉยๆ หรอกน่า ทำเสื้อเขาเสียไปตัวนึงเลยต้องมาซื้อคืนเนี่ย แล้วไอ้ที่ต้องซื้อยี่ห้อนี้ก็เพราะปกติเขาใส่แต่ยี่ห้อนี่ต่างหากเล่า”




คำอธิบายสั้นตรงประเด็นเล่นเอาคนเคยพูดเก่งถึงกับอึ้งไปกว่าสองวินาทีเต็มๆ




“....นี่แกหัดสังเกตว่าผู้ชายรอบตัวแกใส่เสื้อผ้ายี่ห้อไหนตั้งแต่เมื่อไหร่?”




คราวนี้กลายเป็นไอยวริญท์ที่เป็นฝ่ายเงียบบ้าง หญิงสาวถึงกับปั้นหน้าตอบไม่ถูก เพราะว่าความจริงก็เป็นอย่างที่มทิราบอกนั่นแหละ เธอเป็นคนไม่ค่อยจะสังเกตเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ของคนรอบตัวเท่าไหร่




แล้วทำไมเธอถึงจำได้ว่าอริญชย์ชอบใส่เสื้อยี่ห้อนี้กันนะ ทั้งๆ ที่โลโก้มันก็ออกจะเล็กขนาดนั้น?




“ก็..เสื้อมันสวยแล้วชื่อแบรนด์มันแปลกมั้งก็เลยจำได้.....อ่า ที่จำได้แม่นคงเพราะเห็นตอนเอาเสื้อเขาไปซักด้วยละมั้ง”




คนตรงข้ามถึงกับตาโต




“อัยย่ะ! ถึงขั้นคนขี้เกียจอย่างแกลงทุนซักเสื้อให้ด้วย! คุณไอยวริญท์คะ...ยิ่งฟังฉันว่ามันยิ่งมีลับลมคมในอะไรแปลกๆ แล้วนะมทิราส่งสายตาเจ้าเล่ห์มาให้ ก่อนจะพลิกดูนาฬิกาข้อมือ แล้วตัดสินใจคว้าแขนเธอหมับ!




เอางี้ดีกว่า เดี๋ยววันนี้ฉันเลื่อนนัดลูกค้าเลย นี่ฉันยังไม่ได้กินข้าวกลางวัน เราไปนั่งกินข้าวกันแล้วแกเล่ามาให้หมด เอาชนิดละเอียดยิบไม่ให้ตกหล่นดีเทลเลยนะ!!





##########################




สุดท้ายทั้งคู่ก็ไปนั่งคุยกันในร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งหนึ่งที่มีความเป็นส่วนตัวค่อนข้างสูง พอจะอำนวยให้ทั้งสองสาวได้เม้าท์กันสะดวกๆ




...แต่ดูท่าจะสะดวกมากไปหน่อย แม่สาวโอเวอร์แอคติ้งก็เลยอินจัดขนาดเผลอตัวทุบโต๊ะซะดังปัง




“ฉันว่า...เขาชอบแกชัวร์!”




คำสรุปตรงไปตรงมาทำเอาคนกำลังดื่มน้ำแทบสำลัก




“ตลกละแก”




“เฮ้ย พูดจริง! คิดดูว่าผู้ชายที่ไหนเขาจะเป็นห่วงเป็นใยใครจุกจิกขนาดนี้ นี่ทั้งห้ามทั้งดุหยั่งกะหวงแฟน คือเพื่อนกันน่ะถ้าไม่จริงใจจริงๆ ก็คงไม่ดุแกหรอกมั้ง และถ้าจริงใจขนาดนั้นรับรองมันเก็บตังค์แกชัวร์ ลองนึกว่าเป็นเพื่อนพวกเราสิ ขืนฉันเมาอ้วกใส่รถมันอย่างนั้น มันคงไม่พูดไรเลยนอกจากถีบฉันตกรถ และบอกว่าคราวหลังไม่ส่งแล้วว้อย นี่ยังไม่นับว่าเจอใครหน้าไหนรับรองเผาไม่เลี้ยงด้วยนะ”




ก็จริง... ที่ผ่านมาเธอก็เห็นเพื่อนผู้ชายทำแบบนั้นทุกทีนั่นแหละ




“แต่รายนี้เขาเป็นคนดีไง ออกแนวเด็กดี นิสัยน่ารัก ไม่ได้เป็นมนุษย์ทุเรศๆ แบบเพื่อนๆ เราสักหน่อย” ไอยวริญท์พยายามจะเถียง หญิงสาวไม่ใช่คนมองโลกเข้าข้างตัวเองแบบมทิราสักเท่าไหร่




“เฮ้ย เพื่อนทุเรศๆ ของเราพอมันอยู่กับแฟนมันก็น่ารักเว้ย.." ว่าจบเธอก็หันมาทำหน้ากรุ้มกริ่ม "ว่าเขาเป็นคนดีน่ะคงใช่ แต่ดีกับแกเป็นพิเศษรึเปล่า” คนชอบอวยก็ยังไม่วายย้อนให้คนโดนแซวกลั้นหัวเราะหึๆ




“ก็เป็นคนดี นิสัยดีแบบนี้กับทุกคนนั่นแหละ ฉันว่าแกคิดมากไปเอง คงไม่มีอะไรหรอกมั้ง”




“แล้วทุกวันนี้เขาก็ยังทำกับข้าวให้แกกินอยู่ด้วยน่ะนะ?”




“อือ อร่อยดีนะ ประหยัดด้วย”




“ก็นั่นน่ะซี ยอมถูกแกเบียดเบียนแบบนี้มีซัมติงวรองแล้วม้างง แล้วเขาเคยทำกับข้าวให้คนอื่นที่ไม่ใช่แกกินมั่งปะ?”




ไอยวริญท์นิ่งคิดไปนิด




“....ก็คงไม่มีใครหน้าด้านขอแบบฉันละมั้ง”




เออ มันก็คงจริง… หนนี้มทิราอดเห็นด้วยหน่อยๆ ไม่ได้




“เอางี้ เข้าประเด็นหลักดีกว่า...รวมๆ ละเขาใช้ได้มั้ย หล่อปะ?”




“...ก็ดูดีกว่าพี่เจษนะ”




เจษที่ว่าคือเจษฏา แฟนหนุ่มรุ่นพี่ของมทิรา ทั้งสองคบๆ เลิกๆ กันมาได้เกือบหกปีแล้ว คำจำกัดความของเจษฏาก็ไม่พ้นคำว่าหนุ่มหล่อพ่อรวยถูกสปอย ซึ่งเป็นสเป๊กหลักของแม่คุณหนูไฮโซนี่ พอได้ยินคำตอบอย่างนั้น ดวงตาเจ้าหล่อนก็เป็นประกายแวววาวทันที




“และนิสัยดี บุคลิกเลิศด้วย?”




“ก็ประมาณนั้น” ไอยวริญท์พยักหน้ารับ




“แล้วแกไม่สนอะ?”




เธอนิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนคลายยิ้มหวาน




“.....ตอนนี้ฉันยังแฮปปี้ดี ยังไม่อยากหาเรื่องปวดหัวอะไรมาใส่ตัวอะนะ เห็นแกคบแฟนทีไรดราม่ากระจายทู้กที”




พอถูกว่ากระทบ เธอก็ชักหน้าหงิกมาให้




“งั้นถ้าแกไม่สนก็อย่ามากั๊ก ผู้ชายดีๆ อย่างงี้เพื่อนขอ”




“หือ?” ไอยวริญท์เลิกคิ้ว “แล้วพี่เจษอะ?”




ได้ยินชื่อต้องห้าม คู่สนทนาก็ออกอาการปรี๊ดแตกทันที “เฮล โนว! เลิกกันไปแล้ว โปรดอย่าพูดถึงชื่อนี้อีก ขอร้อง ฉันไม่อยากได้ยิน”




ไอยวริญท์กลอกตา



โอเค ทะเลาะกันอีกแล้วสินะ ไม้เบื่อไม้เมาจริงๆ เลยคู่นี้




“คราวนี้เรื่องอะไรอีกล่ะ”




“เยอะแยะมากมาย ไม่อยากจะเล่า! แค่คิดถึงก็จิตตกแล้วปล่อยเบลอไปเลยได้มั้ย”




อีหรอบนี้เรื่องไร้สาระชัวร์ๆ อีโก้สูงทั้งคู่ คงมัวแต่เก๊กไม่ยอมขอโทษกันก่อนละสิท่า…




“เอาเป็นว่าตอนนี้ฉันโสด และกำลังหาแฟนใหม่ เพราะงั้นถ้าแกไม่สน ผู้ชายโปรไฟล์กิ๊บเก๋ขนาดนี้ฉันขอ ต้องรีบหาคนควงด่วน!




เอ๊าะ...แสดงว่าจะมีปาร์ตี้ที่จะต้องเจอกันเร็วๆ นี้ เลยกะจะหาคนไปควงเย้ยล่ะสิท่า




“แหมะ แสนรู้”




ไม่สนใจไม่จริงนี่หว่า...สตอล์กเฟศบุ้คเขาอยู่แหงถึงรู้ว่าจะไปไหนบ้างเนี่ย…




ตอนนั้นเองก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น พอมทิราเหลือบไปดูเห็นข้อความไลน์และอีเมลติดต่อกันยาวเป็นหางว่าว เล่นเอาหญิงสาวเริ่มหน้าเสีย




เฮ้ย โดนตามแล้วอะ มีงานด่วนต้องรีบเข้าออฟฟิศละ ...เอางี้ดีกว่า วันเสาร์หน้าตอนเย็นแกทำตัวให้ว่างซะนะ เดี๋ยวฉันจะแวะไปสแกนหนุ่มคนนี้ที่ร้านก่อนจะแว้บไปหานายแบบ โอเค้? ฉันไปก่อนละ ไบ๋บาย!




ไม่พูดพล่ามทำเพลง มทิรารีบเก็บข้าวเก็บของลงกระเป๋าถือแล้วเดินเชิดจากร้านออกไปทันที ปล่อยให้คู่สนทนาได้แต่นั่งมองตามาปริบๆ เพราะมัวแต่กินน้ำ เลยไม่ทันได้ส่งเสียงลา



สุดท้ายไอยวริญท์ก็เลยได้แต่โบกมือตามไปหยอยๆ ขณะมองตามเพื่อนสาวที่เดินนวยนาดในรองเท้าส้นสูงแหลมปรี๊ดออกไปจนสุดตา ก่อนจะนึกเรื่องที่สำคัญที่สุดขึ้นมาได้



“เออ...แต่ฉันไม่รู้ว่าเขามีแฟนอยู่แล้วรึเปล่านะ มิว ไม่เคยถามว่ะ...”









############################

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 
                              :: Free Talk ::
 
 

กลับมาแบบไม่คาดฝัน.... พยายามจะเขียนมาหลายรอบละนะเอ็นทรีนี้ แต่แป๊กซะทุกรอบ กราบของคุณแม่โอห์มที่คืนชีพมิวทำให้สามารถเขียนต่อได้จนจบ #ฮา


ชอบมิวมาก นางเหมือนส่วนผสมตรงกลางระหว่างเมย์กับอัยย์ ทรงง่าย บ้าบอคอแตก ไร้สาระสนองนี้ดความเสื่อมของผปค. ได้ดีจริงๆ (จะว่าไปเพิ่งนึกได้ว่าประวัติตัวละครตัวนี้ยังไม่มีเลยนี่หว่า ฮา)


เหมือนพล็อตมันจะไปต่อได้นะ เสริมกับส่วนที่ดองไว้อีกอันพอดี ถ้าไม่ติดว่าไฟมันมอดไปก่อน จุดตรงนี้จะถูกนำไปต่อยอดยาวเหยียด ก็หวังว่าจะได้สานต่อจนจบนะ
 

 

 

มะ เรามาภาวนากันต่อดีกว่า Cry

 

 

 

 

 

 


Tags: hb 2 Comments