[HB 011] เพื่อนเก่า

posted on 25 Jun 2015 17:17 by alyssa-cubic in Hummingbird




*เอ็นทรีนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Hummingbird Cafe
 
 
 
 
 
 
 
 
เวลา: กรกฏาคม, 2014
 
ตัวละคร: อัยย์, มิว
 







*หมายเหตุ: ควรอ่านเอ็นทรีเรียงตามนี้มาก่อนนะคะ

- ของที่เธอให้ {บล็อคจีน}
 

- กลับบ้าน
{บล็อคโอห์ม}

 
 
 

 
 
 





 
 [HB 011] เพื่อนเก่า
 
 
 
 





ร่างเพรียวระหงของสตรีผิวสองสีในชุดเดรสสั้นกำลังนั่งไขว่ห้างจิบกาแฟอย่างสวย อยู่ในคอฟฟี่ช็อปร้านดัง มทิราพลิกนิตรสารแฟชั่นต่างประเทศในมืออ่านไปด้วยอย่างสบายอารมณ์ บ่ายวันนี้เธอมีธุระข้างนอก จึงถือโอกาสเบียดเวลามารอพบเพื่อนสนิทที่ไม่เจอกันนานซักที




แม้งานสไตลิสต์พ่วงตำแหน่งผู้ช่วยบก.ของนิตยสารแฟชั่นชั้นนำของเมืองไทยจะฟังดูหรู แต่คิวงานและมีตติ้งอันเนืองแน่นของเธอทำให้ไลฟ์สไตล์ชิคๆ ของสาว(ที่คิดว่าตัวเอง)สวยคนนี้ถูกเบียดบังจนลมแทบจับ ถ้าคิวปิดเล่มไม่ได้เพิ่งจบไปเมื่ออาทิตย์ก่อน เธอคงจะลืมการใช้ชีวิตชิวๆ สบายๆ แบบนี้ไปแล้ว




“มิว ทางนี้ๆ! น้ำเสียงคุ้นหูทำให้มทิราหันไปมองอย่างเร็ว ก่อนจะผงะอึ้งไปเมื่อสมองประมวลสภาพเพื่อนรักสุดเลิฟให้เห็นเต็มสองตา




ร่างสูงๆ ของไอยวริญท์ยืนฉีกยิ้มโบกมือมาให้เห็นแต่ไกลในสภาพเสื้อยืดตัวหลวมโครกใหญ่เบ้อเร่อ กับกางเกงยีนส์ขาสั้นที่ทั้งซีดทั้งตก ไม่...นั่นยังไม่นับรองเท้าแตะคู่ชีพที่ใส่มาตั้งแต่สมัยเรียนมหาลัยอีกนะ...




ถ้าจะพูดแบบรักษาน้ำใจก็คงบอกว่าหล่อนแต่งตัวได้เซอร์ติดดินดี ...แต่กูรูแฟชั่นอย่างเธอล่ะขอทั้งนั่งทั้งนอนยันเลยว่าสไตล์แบบนี้ไม่มีศัพท์อื่นใดให้บัญญัติทั้งนั้น นอกจากคำว่าโทรมและส่งเดช!’




โอ๊ยยยย มิวมิวล่ะอยากจะปีนขึ้นไปแขวนคอบนขื่อตาย!




เสียดายเวลาสี่ห้าปีที่สั่งสอนอบรมเรื่องการแต่งตัวและแฟชั่นจนถึงระดับแอดวานซ์จริงๆ




ที่กลุ้มแสนกลุ้มก็เพราะไม่ใช่ว่าความรู้ที่เธอสั่งสอนมันไม่เข้าหัว แต่ความขี้เกียจในตัวคนถูกสอนมันยิ่งใหญ่จนเกินจะเยียวยาต่างหากล่ะ!!




หลังมัวแต่นั่งอึ้งเสียจนกาแฟเกือบหก พอได้สติมทิราก็ตีหน้ายักษ์ใส่ ตามมาด้วยเสียงกรี๊ดปรอทแทบแตก




“อัยย์! ไอ้บ้า!! ถ้าคราวหลังจะนัดเจอฉันในสภาพนี้อีกละก็ไม่ต้องโทรมานะยะ ฉันจะไม่ทนอีกแล้ว ฉันรับ-ไม่-ด้ายย! แกขอโทษกางเกงยีนส์เซเว่นนั่นเดี๋ยวนี้ที่มิกซ์แอนด์แมชท์ออกมาแล้วดูเหมือน ของก๊อบตามตลาดนัด โอ๊ย ฉันอยากจะร้องไห้แทนดีไซน์เนอร์จริงๆ ถ้ารักจะโทรมก็อย่าใช้ของแพงสิยะ! สไตลิสต์สาวเปิดฉากต่อว่าเสียงแหลม แถมยังแสร้งทำน้ำตาคลอคล้ายจะร้องไห้จริงอย่างปากว่าอีกต่างหาก




น่าเสียดายที่แอคติ้งยิ่งใหญ่รัชดาลัยของเธอกลับถูกคู่สนทนายักไหล่หวือชนิดไม่ได้รู้สึกรู้สาใดๆ เลยแม้แต่น้อย




“ไม่ชอบก็คงต้องทนแล้วล่ะ เพราะกางเกงนี่มันของฉัน ฉันจะใส่ยังไงก็ได้ทั้งนั้นแหละ หรือถ้าแกทนไม่ไหวจะเปลี่ยนใจสะบัดก้นกลับออฟฟิศฉันก็ไม่ว่าอะไรหรอกนะ แค่ของที่ฝากซื้อก็ไม่ต้องเอาละกัน” ไอยวริญท์กระตุกคิ้วกลับไปให้อย่างกวนๆ ระหว่างเดินลากเท้าสวบๆ เข้าไปดูเสื้อผ้าแถวนั้นต่อชิวๆ




“กรี๊ดด หยู๊ดดดด---หยุดๆ! ไม่ ไปแล้ว เพื่อนจ๋า...เพื่อนรัก ขอของที่ฉันฝากซื้อเถอะน้า แกก็รู้ว่ามันหาย๊ากยาก ถ้าไม่ได้แกไปหาซื้อให้ฉันคงไม่มีทางหาได้หรอกนะ เถอะนะ นะ นะ




เห็นมทิราเปลี่ยนอาการจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไอยวริญท์ก็แค่นยิ้มเยาะ “ระลึกบุญคุณฉันไว้ซะ เพราะงั้นจะพูดอะไรก็ระวังด้วยโอเค้?”




“โหย เรื่องอื่นน่ะฉันยอมหมด ยกเว้นเรื่องนี้เท่านั้นแหละ แกก็รู้ ตราบใดที่แกยังแต่งตัวงี้ ปากฉันมันก็หยุดพูดไม่ได้หรอกน่า”




อาการที่ไอยวริญท์สำลักลมขันๆ ก่อนจะส่งถุงใส่ของบางอย่างให้มทิราเอากลับไปเก็บลงกระเป๋าสะพาย พลางพึมพำขอบอกขอบใจอย่างเร็ว




“ว่าแต่แกนี่ก็จริงๆ เลย ไหนๆ ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นเพื่อนฉัน ก็ช่วยกรุณาแต่งตัวให้มันมีชาติมีตระกูลหน่อยได้มั้ย นี่ถ้าไม่ใช่เพื่อนกันฉันน่ะจิกตาเหยียดจมดินไปแล้ว
! ใช้ได้ที่ไหนแต่งตัวให้คนเขาเข้าใจผิดว่าแจ๋วที่บ้านทำหัวสูงออกมาเดินมาซื้อของฝากคุณนายแบบนี้เนี่ย!




“หูย ดูพูดเข้า...ไม่เอาอะ เยอะ ฉันไม่ได้ทำงานที่ต้องแต่งตัวโชว์แบบแกนี่ กว่าจะแต่งตัวเสร็จเล่นเอาคนรอแทบอยากจะลงไปหลับต่ออีกรอบ”




“แกอย่ามาอ้างนะยะ เอาเข้าจริงแกก็แต่งตัวดีๆ ได้เหมือนกันนั่นแหละ ที่ไม่ทำเพราะแกขี้เกียจเกินไปต่างหาก ....และสภาพนี้คือตื่นนอนแล้วขยี้ผมเดินออกจากบ้านมาเลยรึเปล่าเนี่ย?! พอได้รับการฉีกยิ้มและยักคิ้วรัวๆ มาให้ มทิราก็แทบจะลมใส่  




ทุเรศมาก! แกทำให้ฉันอยากฉีกคอลัมน์แฟชั่นแนะนำง่ายๆ สุดเก๋ของฉันทิ้ง แกดิสเครดิตสไตลิสต์อย่างฉันพังหมดละเนี่ย!



“หูย มิว แกอย่ามาเว่อร์” ระหว่างที่ไอยวริญท์หันไปแขวะเพื่อนสนิทด้วยความหมั่นไส้ หางตาเธอก็เหลือบไปเห็นป้ายร้านค้าหนึ่งที่สะดุดสายตาเธอเข้าให้พอดี “เออ เดี๋ยวขอฉันแวะร้านนี้แป๊ปนึงดิ”




แน่นอนว่ามทิราไม่สนใจฟัง เพราะเธอมัวแต่ยุ่งอยู่กับการร่ายทฤษฏีการมิกซ์แอนด์แมตช์เสื้อผ้าควบคู่ไปกับสุทรพจน์ว่าด้วยการรักษาอิมเมจจากการแต่งตัวให้ไอยวริญท์ฟังใหม่เป็นรอบที่ร้อย เสียแต่แม่สาวผมซาลาเปาก็เอาแต่หูทวนลม เลือกพลิกเสื้อตัวโน้นตัวนี้ออกมาดูตั้งนานสองนาน จนกระทั่งพบตัวที่ถูกใจจึงหันกับไปคุยกับคนข้างๆ ที่ยังพล่ามไม่เลิก




“อะ ไหนๆ แกก็ภูมิใจกับเทสต์แกนักหนาแล้ว มาช่วยเลือกของให้เดี๋ยวนึงดิ๊” ว่าจบก็ส่งเสื้อเชิ้ตสองตัวออกมาจากราวแขวน “แกว่าเสื้อตัวนี้กับตัวนี้ ตัวไหนใส่แล้วดูดีกว่ากัน?”




ผลที่ได้นั้นชะงัด เพราะมทิราหยุดพูดทันที หล่อนหันมาเลิกคิ้ว ก่อนจะหรี่ตามองเสื้อเชิ้ตสลับกับหน้าเพื่อนสนิทไปมาอย่างงงๆ




“ตอนนี้คนเขาก็ฮิตเสื้อเชิ้ตทอลายสลับสีกันนะ ...แต่ฉันว่ามันดูเด็กไปสำหรับหมอมั้งแก ถึงตัวนี้จะเรียบหน่อยก็เหอะ ขืนพี่วินใส่รับรองแมนน้อยหนักกว่านี้อีก ส่วนตัวสีฟ้านั่นเก็บไปเลย  มันเอ้าท์ไปตั้งนานแล้ว”




“อุตส่าห์คอมเม้นต์มาเยอะแยะ แต่ไร้ประโยชน์จริงๆ ไม่ได้กะจะซื้อให้พี่วินสักหน่อย”




คำตอบที่มทิราหันมาขมวดคิ้วใส่ด้วยสีหน้าตกอกตกใจ




“...เฮ้ย แต่ฉันว่าแบบมันเล็กไปสำหรับพี่วุฒินะ พุงหนาๆ อย่างเฮียแกใส่เสื้อตัวนี้ไม่สวยหรอกนะ ดูตันชัวร์” ความเห็นแสนจะตรงไปตรงมาเล่นเอาไอยวริญท์หัวเราะพรืด




“โอ๊ย ใครเขาจะให้พี่วุฒิใส่กัน รายนั้นน่ะใส่เสื้อโปโลเป็นอย่างเดียวนั่นแหละ แค่สลับสีสลับยี่ห้อแล้วแต่มู้ด”




“เออจริง...บ้านแกนี่นอกจากพี่วินแล้ว นิสัยการแต่งตัวทุเรศเหมือนกันทั้งบ้าน....เอ๊ะ เดี๋ยวนะเดี๋ยว...” คนพูดเก่งสะกิดแขนเพื่อนตัวสูงให้หันมามองด้วยสีหน้าครุ่นคิด “นี่คือแกไม่ได้ซื้อเสื้อให้พี่วิน  และก็ไม่ได้ซื้อให้พี่วุฒิด้วย? เสื้อผ้าวัยรุ่นขนาดนี้ป๊าแกไม่ใส่แน่ๆ ...ไม่ดิ แกไม่น่าจะรู้จักแบรนด์นี้เลยด้วยซ้ำ เพราะบ้านแกไม่มีใครใส่สักคน...ไอ้อัยย์...แกคายออกมาเดี๋ยวนี้นะ เสื้อแพงขนาดนี้ แกจะซื้อไปให้ใครยะ?”




“อูย ทำไมต้องทำท่าทางตกใจอะไรขนาดนั้นด้วย ก็แค่ซื้อของฝากคนเฉยๆ เรื่องปกติน่า”




มทิราแยกเขี้ยว




&