[HB 001] ต่อรอง

posted on 23 May 2014 01:24 by alyssa-cubic in Hummingbird
 





*เอ็นทรีนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Hummingbird Cafe
 
 
 
 
 
 
 
 
เวลา: กลางเดือนเมษายน, 2014
 
ตัวละคร: อัยย์, อี้, วิน
 
 
 





[HB 001] - ต่อรอง
 
 
 
 
 
 



ไอยวริญท์ตรวจทานเบอร์โทรศัพท์บนเครื่องกับแผ่นกระดาษที่แม่เธอฝากมาให้เพียงผ่านๆ ก่อนจะกดปุ่มต่อสายออกไปโดยปราศจากความลังเล



เสียงสัญญาณมือถือดังเป็นจังหวะคงที่ได้ไม่นานนักก็มีเสียงตอบรับมาจากปลายสาย



“สวัสดีค่ะ”



“ฮัลโหล นั่นใช่เบอร์พี่อี้รึเปล่าคะ?”



“ใช่ค่ะ นั่นใครคะ?”



“อัยย์เองค่ะ ลูกสาวน้าเอมอร จำได้มั้ยคะ?”



อีกฝ่ายนิ่งใช้ความคิดสักพัก แล้วค่อยกล่าวขึ้นในที่สุด



“อ๋อ น้องอัยย์ สบายดีมั้ยคะ?”



“รวมๆ ก็โอเคนะคะ สบายกายดี แต่ไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่ค่ะ” เสียงแจ้วๆ เอ่ยตอบตรงๆ ตามนิสัย ส่วนตัวเธอไม่ใช่คนชอบโอภาปราศัยผ่านโทรศัพท์เท่าไหร่นัก ครั้นสบโอกาสไอยวริญท์ก็รีบพาเข้าประเด็นทันที



“คืออัยย์มีเรื่องอยากจะรบกวนพี่อี้หน่อยอะค่ะ”



“อะจ้ะ...ว่ามา”



“ได้ยินว่าพี่จะเปิดร้านกาแฟแถวสีลมปะคะ?”



ณชนกชะงักไปนิดกับคำถามนั้น



“...จ้ะ น้าเอมอรบอกมาเหรอ?”



“ใช่ค่ะใช่” เธอว่าพลางพยักหน้าหงึกหงัก “ไม่รู้ว่าแม่เล่าให้พี่ฟังรึยัง คือเจ้าของร้านคาเฟ่ที่อัยย์เคยสอนหนังสืออยู่เขาปิดร้านแต่งงานไปอยู่เมืองนอกแล้ว ตอนนี้อัยย์ก็เลยต้องหาที่สอนใหม่น่ะค่ะ ร้านอื่นมันก็อยู่ไกล แถมพ่อก็ไม่ยอมให้ไปสอนเด็กตามบ้านด้วย” หญิงสาวเล่าปัญหาให้ฟังคร่าวๆ แล้ววกเข้าประเด็นหลักทันที



“เอาสั้นๆ อัยย์อยากจะรบกวนขอไปสอนพิเศษที่ร้านพี่อี้หน่อยจะได้มั้ยคะ?”



ครั้นเห็นปลายสายนิ่งไปนาน เธอจึงลอบวางกลยุทธิ์การเจรจาขั้นต่อไปไว้ในสมอง และคงได้เริ่มพูดไปแล้วถ้าไม่ติดว่าเสียงตอบรับอ่อนใจดังตามขึ้นมาก่อน



“...ก็ได้นะ”



ไอยวริญท์เลิกคิ้ว นึกแปลกใจนิดหน่อยที่อีกฝ่ายตกลงรับคำง่ายๆ แต่ก็ยินดีไปตามน้ำ



“อุ๊ย จริงปะคะ? ดีใจจัง” ใบหน้าขาวที่มันวาวไปด้วยครีมบำรุงประสาคนเพิ่งอาบน้ำเสร็จฉายรอยยิ้มถูกใจเสียจนแก้มปริ เป้าหมายที่เธอตั้งใจเอาไว้บรรลุเร็วกว่าที่คิด สงสัยคงเป็นเพราะแม่เธอไปช่วยพูดเกริ่นนำไว้ตั้งแต่แรกละมั้ง



    แหมะ...แม่เราก็มีพาวเวอร์ไม่หยอกเหมือนกันแฮะ ท่าทางรายนั้นคงเกรงใจน่าดู



    เอ๊ะ...หรือว่าเกรงบารมีแม่ตัวเองมากกว่ากันนะ คึคึ



เจ้าหล่อนกระตุกยิ้มเผล่ ก่อนจะซักสิ่งที่คาใจต่อไปอีกเรื่อง



“อ่อ มีอีกเรื่องที่อยากถามค่ะ พี่อี้คิดมากปะคะถ้าอัยย์ต้องเอาคอมพ์ไปด้วย”



เปิดประเด็นหยอดเบาๆ ไปอย่างนั้นเอง ถ้าจะให้พูดตามจริงคือเธออยากรู้ว่าพี่เขาจะมีปัญหามั้ยถ้าหากเธอจะขนอุปกรณ์ยังชีพไปทิ้งไว้รวมทั้งจะขอเอี่ยวใช้ไฟกับอินเตอร์เน็ตร่วมด้วยน่ะ



    แต่เอาไว้ไปมัดมือชกทีหลังแล้วกันเนอะ กลยุทธิ์ขอความเมตตามันต้องเริ่มแต่น้อยนี่นะ



“ก็...ได้นะ...”



ถึงเสียงปลายสายจะฟังไม่ค่อยหนักแน่นเท่าไหร่ ไอยวริญท์ก็ทึกทักเอาเองเสร็จสรรพว่านางยอมตกลง ถึงได้ดัดเสียงอ้อนคล้ายซาบซึ้งในน้ำใจอีกฝ่ายเสียเต็มรัก



“ขอบคุณมากค่ะ! แหม เกรงใจพี่จังเลย...”



แน่นอน คำว่า ‘เกรงใจ’ สำหรับไอยวริญท์เป็นเพียงแค่คำกล่าวลอยๆ ที่เอาไว้พูดตอนจะขออะไรคนอื่นเขาเฉยๆ ไม่ได้มีความหมายใดๆ มากเกินไปกว่านั้นหรอกนะ



“เอ...ว่าแต่ร้านพี่นั่งแช่ได้เปล่าคะ? อัยย์สอนเด็กทีไม่เกินสามคน แต่ก็ไม่รู้จะเกะกะลูกค้าคนอื่นรึเปล่า”



นี่ก็เป็นอีกประเด็นนึงที่เธอกังวล ถ้าเกิดณชนกเปิดแค่ร้านกาแฟทูโกเล็กๆ ชนิดที่แค่เธอกับลูกศิษย์เข้าไปนั่งก็เต็มร้านขึ้นมาละก็...ดราม่าแย่งที่นั่งลูกค้ามันจะเกิดทันที ซึ่งงานนี้ถึงจะฟรี ไอยวริญท์ก็ขอบายยาวจริงๆ นะคะ



ก็เรียกว่าโชคยังดีที่ปลายสายกล่าวปฏิเสธกลับมา



“ไม่หรอก ร้านนี้พี่ใช้ที่ตรงบ้านเก่าแม่พี่ไง อัยย์จำได้ปะ ที่เราเคยมาตอนเด็กๆ น่ะ”



ภาพบ้านไม้สองชั้นพื้นที่กว้างขวางตรงหัวมุมแรกของปากซอยสีลมแล่นปราดเข้ามาในความคิดทันที



     โป๊ะเช๊ะ! เธอคิดในใจพลางกระตุกรอยยิ้มกริ่มอย่างอารมณ์ดี ได้โลเคชั่นเลิศหรูหยั่งกะสวรรค์สร้าง เห็นทีงานนี้ไลฟ์ไครซิสเธอจะรอดแน่ๆ แล้ว!



“อุ๊ย ดีเลยค่ะ บ้านนั้นที่กว้างดี อยู่ตรงต้นซอยเองนี่คะ งั้นอัยย์ไปเป็นละ ไม่น่าหลง”



“อือ ไม่ยากๆ ลง BTS เดินเข้าซอยก็ถึงแล้ว”



คำตอบที่ไอยวริญท์แย้มยิ้มรับ ข้อดีมันอยู่ตรงนี้แหละ ไปมาสะดวกแบบนี้ลูกศิษย์เธอไม่มีปัญหาแน่นอน!



“นี่ถ้าที่ร้านมีที่จอดรถด้วยล่ะก็เริ่ดเลย แล้วพี่จะเปิดร้านเมื่อไหร่คะ มีอะไรขาดเหลือให้ช่วยรึเปล่า?”



“มีที่จอดรถอยู่ตรงหน้าร้านเลยล่ะ จริงๆ พี่แพลนว่าจะเปิดปลายเมษา แต่ไม่น่าเกินต้นพฤษภานะ” พูดจบณชนกก็เว้นจังหวะครู่หนึ่งโดยมีเสียงพรึบพรั่บคล้ายกำลังพลิกหน้ากระดาษดังขึ้นตามมา “นี่พี่ก็ได้พนักงานครบละ”



หญิงสาวแค่พยักหน้ารับรู้หงึกหงัก



“ช่วงนั้นเด็กก็เริ่มเปิดเทอมพอดี กำลังรับทรัพย์เลยค่ะ สบายใจได้พี่อี้ เดี๋ยวลูกศิษย์อัยย์จะคอยช่วยอุดหนุนเอง พี่ไม่ต้องกลัวร้านแป๊กนะ”



ข้อเสนอที่อีกฝ่ายหัวเราะเบาๆ



“ขอบใจนะ แต่ช่วงนี้พี่อาจจะยุ่งๆ หน่อย ตกแต่งหน้าร้านยังไม่เสร็จดีเลย สวนรอบนอกก็ยังไม่เรียบร้อย อีกอย่างแค่เรื่องบัญชีที่ร้านพี่ก็จะอ้วกละ”



ไอยวริญท์เลิกคิ้ว แปลกใจเล็กน้อยกับสิ่งที่ได้ยิน


 
“อ้าว พี่จะทำบัญชีเองเหรอคะ?” เธอจำได้ว่าอีกฝ่ายจบกฏหมายเกียรตินิยม แต่ไม่ยักรู้ว่าเคยทำงานบัญชีด้วย “งั้นให้อัยย์ช่วยดูให้มั้ย ยังไงอัยย์ก็จบทางนี้และช่วยงานให้ที่บ้านอยู่แล้ว จะได้ดูแลรวบยอดเรื่องยื่นภาษีไปด้วยเลย”



“อะ ได้เหรอ? ถ้าอัยย์สะดวกพี่ก็ยินดีนะ” คนฟังแค่อมยิ้ม



บัญชีน่ะงานถนัดเธออยู่แล้ว เธอน่ะยินดียื่นหมูยื่นแมว ดีไม่ดีถ้าอีกฝ่ายนึกเกรงใจเธอขึ้นมาบ้างอาจจะทำให้ขออะไรสะดวกปากขึ้นก็ได้



“ไม่มีปัญหาค่ะ ไหนๆ อัยย์ก็อยู่ที่ร้านบ่อยๆ อยู่แล้ว เพราะงั้นพี่เอาใบเสร็จกับเอกสารมาทิ้งไว้ให้ได้เลยค่ะ”



“เยี่ยม ขอบใจมากนะจ๊ะ” น้ำเสียงณชนกดูโล่งใจไม่น้อย “แล้วเราคิดค่าจ้างเท่าไหร่?”



ไอยวริญท์กลอกตาไปมาสักพักขณะใช้สมองคำนวนราคาค่างวดในหัว



“อืมมมมม....อัยย์ว่าไม่ต้องก็ได้ค่ะ แค่ขอได้นั่งแช่นานๆ กินขนมกินกาแฟฟรีและพี่ไม่นึกครึ้มเตะอัยย์ออกจากร้านทีหลังก็โอเคแล้ว”



    ใช่ๆ แค่ได้กินฟรีก็ประหยัดรายจ่ายเธอไปได้มากโขแล้ว คุ้มซะยิ่งกว่าค่าจ้างซะอีก



“งั้นเดี๋ยวพี่ให้ส่วนลดเวลาซื้อของในร้านแล้วกัน” ปลายสายตอบกลับมาชัดเจน “ให้กาแฟวันละแก้ว โอเคมั้ย?”



คำตอบที่คนหวังกินฟรีหน้ากระตุกไปนิด



    แหม่...นางเองก็เขี้ยวไม่หยอกเหมือนกันวุ้ย ...



    เอาวะ ก็ดีกว่าต้องซื้อราคาเต็มล่ะนะ



“ดีเลยค่ะ” ตอบพลางฉีกยิ้มเกือบถึงหู ตามด้วยน้ำเสียงต่อรองหวานเจี๊ยบ “แต่ถ้าอัยย์ไม่เข้าร้านขอสะสมยอดเก็บไว้กินวันหลังก็แล้วกันนะคะ”



อีกฝ่ายถึงกับอึ้งไปชั่วครู่ ก่อนจะหัวเราะแห้งๆ กลับมาให้



“ฮ่ะๆ ไม่มีปัญหาจ้ะ”



“งั้นโอเคค่ะ เดี๋ยวสักวันก่อนร้านเปิดอัยย์จะเข้าไปเซทโปรแกรมบัญชีในร้านพี่ให้นะคะ หรือพี่อี้จ้างคนดูแลเรื่องนี้อยู่แล้ว?”



“เปล่า พี่ยังไม่ได้จ้างเลย กำลังคิดจะหาอยู่พอดีเหมือนกัน เราทำได้เหรอ?”



“ที่บริษัทเก่าเคยเทรนด์เรื่องนี้มาน่ะค่ะ โปรแกรมฟรีในอินเตอร์เนตก็มีเยอะแยะไป” เจ้าหล่อนอธิบายคล่องแคล่ว จริงๆ เธอทำได้มากกว่านี้อีกไม่อยากจะคุย แต่เรื่องอะไรเธอจะหาเรื่องให้ตัวเองเหนื่อยเล่า ถ้าพี่ชายเธอลงทุนด้วยก็ว่าไปอย่าง



“งั้นเอาไว้อัยย์จะเข้าไปแล้วจะโทรหาพี่อีกทีนะคะ”



“โอเคจ้ะ”



“ขอบคุณมากค่ะ แล้วเจอกันนะคะ บ้ายบายค่ะ” กล่าวลาเสร็จเธอก็กดตัดสาย ก่อนจัดการยืดตัวบิดขี้เกียจโดยมีรอยยิ้มกว้างขวางประดับเต็มใบหน้าใต้กรอบแว่น



    โชคดีจัง สบายใจละ กลับไปนอนเล่นเกมต่อในห้องดีกว่า



จังหวะที่เธอกำลังจะหันหลังเดินจากไปก็มีเสียงคุ้นเคยของใครบางคนเอ่ยทักขึ้นเสียก่อน



“ยิ้มแป้นแบบนั้นแสดงว่าเขายอมตกลงด้วยแล้วล่ะสิท่า” อัศวินเองก็ออกมาเดินเล่นริมระเบียงหน้าต่างเหมือนกัน เป็นเรื่องปกติที่สองพี่น้องมักออกมาเจอกันตรงระเบียงยามพลบค่ำที่ไม่มียุงชุกชุม เนื่องด้วยห้องนอนของทั้งคู่อยู่ติดกันชนิดว่าเดินหยิบยืมของใช้กันได้ทุกวัน



ดูเหมือนว่าชายหนุ่มจะเพิ่งอาบน้ำเสร็จเช่นกัน เรือนผมสั้นที่ยังเปียกน้ำหมาดๆ ถูกซับด้วยผ้าขนหนูลายซินนาม่อนโรลสีเบบี้บลูหวานแหววที่พาดอยู่บนคอ ดูขัดแย้งกับสรีระแข็งแรงกับท่าทางที่ดูยังไงก็เหมือนผู้ชายแท้ๆ



บางคนอาจจะคิดในแง่ดีว่าพี่ชายคงถือวิสาสะหยิบของน้องสาวมาใช้ แต่ไอยวริญท์ขอนั่งยันและนอนยันไว้ตรงนี้เลยว่าผ้าขนหนูนั่นเป็นของใช้ส่วนตัวของพี่ชายเธอจริงๆ เธอล่ะไม่อยากจะเม้าท์ว่าพ่อคุณชอบมันมากขนาดยอมลงทุนไปซื้อมาใช้เองโดยไม่รอลดราคาด้วยซ้ำ



“ฝีมือระดับนี้ ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว” คนเป็นน้องสาวยิ้มตอบพลางชูสองนิ้วไปให้อัศวินพยักหน้าหงึกๆ



“ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว ไปอยู่ร้านเขาก็อย่าทำตัวตามสบายมากนักก็แล้วกัน ร้านเขาอาจจะไม่ได้กันเองก็ได้”



“รู้แล้วล่ะค่าา แต่ร้านเขาคงไม่หรูเท่าไหร่มั้งพี่วิน น่าจะตามสบายได้ในระดับนึงแหละน่า” ปากก็ว่าไปงั้น เพราะต่อให้หรูยังไงเธอก็ไม่ยอมเสียเวลาทำมาหากินมานั่งแต่งตัวสวยให้เข้ากับร้านหรอกค่ะคุณ



ราวกับได้ยินเสียงในใจของอีกฝ่าย คนอายุมากกว่าถึงได้หลุดหัวเราะหึๆ



“ระดับนึงของเรามันเกินค่าเฉลี่ยคนปกติเขาไปเยอะอยู่นะ”



อาการรู้ทันที่อีกฝ่ายรีบโบกมือปัดๆ มาให้



“เอาน่ะ เดี๋ยวอัยย์นั่งหลบในมุมร้านเอง รับรอง หลืบนั้นจะเป็นของอัยย์คนเดียว ไม่มีใครสนใจหรอก”  ว่าแล้วเธอก็ขุดมุขประจำซ้ำซากมาใช้อีกครั้ง อ้างไปก่อน ความจริงเธอยังไม่ทันรู้แบบแปลนร้านเขาเลยด้วยซ้ำ ...บางทีที่นั่นอาจจะไม่มีหลืบให้เธอหลบก็ได้



“อีกอย่างอัยย์ก็กะช่วยพี่เขาทำบัญชีด้วย เขาคงเกรงใจอยู่บ้างแหละแหม่ ไม่ได้ไปขอนั่งฟรีๆ ซักหน่อย ข้าวของก็ต้องซื้อกินเอง” ประโยคท้ายๆ เริ่มกลายเป็นลากเสียงเมื่อความหนักใจใหม่แล่นปราดเข้ามาในห้วงคิด



    ก็หวังว่ามันจะอร่อยละนะ ถ้ารสชาติเหลือรับประทานล่ะก็เห็นทีเธอจะได้ออกไปซื้อของข้างนอกมากินในร้านแน่ๆ...



    ต่อให้เป็นคนรู้จัก แต่ไอ้การให้เธอยอมเสียเงินกับของไม่อร่อยน่ะเมินซะเถอะ!



“เออ ว่าแต่พี่วินเคยเจอพี่อี้บ้างปะ? เท่าที่อัยย์ฟังจากเสียง ไม่เห็นจะดูเนิร์ดๆ ฟังจิกๆ เหมือนที่จำได้ตอนเด็กๆ เลย”



คำถามที่อีกฝ่ายยักไหล่



“ไม่เคยเห็นนะ เวลาแม่ลากพี่ไปกินข้าวด้วยทีไรทางโน้นเขาก็หนีตลอด เห็นว่ามีธุระบ้างล่ะ ติดประชุมบ้างล่ะ ก็เลย...โนไอเดีย”



ประโยคเรื่อยๆ ที่คนฟังถึงกับตาโต



“ต๊าย นี่พี่ชายคนดีของน้องโดนผู้หญิงปฏิเสธอ้อมๆ ตั้งแต่ยังไม่เจอหน้าด้วยอะ เสียเซ้ลฟ์ปะเนี่ย” ว่าจบเธอก็แสร้งใช้ศอกถองสีข้างชายหนุ่มเบาๆ พลางส่งหัวเราะกิ๊กกั๊กไปให้



หากเจ้าของใบหน้าคมคายเพียงกระตุกรอยยิ้มหยันมุมปาก



“หึ พี่ว่าเขาหวงความโสดเขามากกว่ามั้ง ต่อให้เป็นคนอื่นเขาก็คงจะชิ่งอยู่ดีนั่นแหละ ก็แม่เขาเล่นอวยออกนอกหน้าซะขนาดนั้น” เขาว่าพลางยกมือเช็ดผมตัวเองให้แห้งต่อไปอย่างไม่ใส่ใจ “แต่พี่เองก็ไม่ได้สนใจอะไรนะ ตอนเด็กๆ ก็จำได้แค่ว่าหน้าจืดๆ ดูจู้จี้ๆ ยิ่งถ้านิสัยหัวดื้อขนาดนั้นด้วยล่ะก็ พี่ขอผ่านดีกว่า”



“อัยย์เคยได้ยินป้าดวงใจบ่นให้แม่ฟังบ่อยๆ เหมือนกันว่านางบ้างาน ไม่เคยมีแฟนซักคนเลยจนป่านนี้...อายุนางพอๆ กับพี่แล้วนิ ปีนี้ก็สามสิบแล้วปะ?”



“ก็คงราวๆ นั้นมั้ง”



“เห็นทีจะไม่ได้หวงความโสดละมั้ง นางน่าจะรักอากาศบนที่สูงเลยมากกว่า แต่พี่วินไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวพอเจอพี่เขาปุ๊ป อัยย์จะจัดการให้เอง”



ไม่พูดเปล่าเธอยังหันมาตะเบ๊ะให้คล้ายจะเลียนแบบพลทหารพร้อมปฏิบัติภารกิจลับสุดยอด แววตาทอประกายวิบวับที่ส่งมาให้ทำคนตัวโตกว่าขยับยิ้มยั่วอย่างรู้ทัน จึงจัดการขยี้หัวฟูๆ ของยัยผู้หญิงตรงหน้าเบาๆ อย่างหมั่นไส้ไปที



“จัดการอะไรฮึ ยัยแสบ”



“เก๊าะจัดการให้มั่นใจว่าพี่เขาจะไม่มาแย่งพี่ชายสุดที่รักของน้องแน่ๆ น่ะสิ” ไอยวริญท์ส่งยิ้มกว้างไปให้เสียจนตาหยี ก่อนจุ๊ปากเบาๆ “แต่ขอกั๊กป้าดวงใจไว้ก่อนนะ เขาโปรพี่วินเยอะๆ ก็ดีละ เผื่ออัยย์จะไว้ใช้ต่อรองอะ