[HB 003] Getting to know you

posted on 13 Jun 2014 18:21 by alyssa-cubic in Hummingbird
 





*เอ็นทรีนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Hummingbird Cafe
 

 
 


 
 
 
 
เวลา: ต้นเดือนพฤษภาคม 2014
 
ตัวละคร: อัยย์, พัด, นนท์, อี้
 
 
 







[HB 003] - Getting to know you
 
 
 




 
 
 
 
“โทษนะคะ”




“ครับ?”




เสียงใสๆ ทำให้สิปปภาสชะงักฝีเท้าแล้วหันกลับไปมอง มือหนารีบคว้าปากกากับสมุดออกมาเตรียมพร้อมให้บริการตามประสาพนักงานเสิร์ฟที่ดี




ทว่าทันทีที่นัยน์ตาเรียวรีสบเข้ากับดวงตาใต้กรอบแว่นของอีกฝ่าย ชายหนุ่มก็อดกระพริบตานิดๆ ไม่ได้




สาวมาดเซอร์เจ้าของมวยผมซาลาเปาเป็นหนึ่งในลูกค้าประจำที่หมั่นแวะเวียนมาที่ร้านทุกวันตั้งแต่ช่วงสายที่ร้านเพิ่งเปิดใหม่ๆ แถมบางทีเจ้าหล่อนก็ลามนั่งยาวไปจนถึงตอนปิดร้านเลยด้วยซ้ำ เขายังจำได้อีกว่าเธอมักมีเด็กวัยรุ่นสลับกันมานั่งร่วมโต๊ะด้วยบ่อยๆ และทุกครั้งก็จะมีเอกสารกองพะเนินเทินทึกกับหนังสือเรียนกระจายจนเกลื่อนไปทั่ว




...ดูท่าจะเป็นติวเตอร์ที่มาปักหลักสอนพิเศษเอาที่นี่




วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ร่างสมส่วนยังสวมแค่เสื้อยืดเก่าๆ กางเกงขาสั้น กับรองเท้าแตะหนีบดูสบายสุดชีด ไม่ต่างกับเรือนผมสีเข้มที่ถูกมัดลวกๆ เป็นก้อนด้วยตัวหนีบกลางศีรษะ




ในแง่หนึ่งมันเข้ากับอากาศร้อนๆ ของเมืองไทยอยู่หรอก...




...แต่ส่วนตัวเขามองว่ามันจะเหมาะกว่าถ้าเจ้าหล่อนกำลังนอนพักผ่อนอยู่กับบ้าน ไม่ใช่กำลังนั่งจับเจ่าอยู่ในร้านกาแฟระดับพรีเมี่ยมที่มีแขกไปใครมาจนขวักไขว่ขนาดนี้...




หากคนตรงหน้าดูจะไม่ยี่หระเท่าไหร่ สบโอกาสแม่คุณถึงได้สั่งเครื่องดื่มยาวเหยียดชนิดไม่มีขัดเขิน




“ขอน้ำเปล่าและก็น้ำแข็งเพิ่มหน่อยค่ะ อ้อ แล้วก็ช่วยลงบัญชีไว้เลยนะคะ เดี๋ยวเอาไว้ไปเคลียร์กับพี่นกตอนสิ้นเดือนทีเดียว”




ประโยคทิ้งท้ายทำให้คนกำลังจดออเดอร์ชะงัก เงยหน้าขึ้นสบตากับอีกฝ่ายงงๆ




“...เป็นเพื่อนกับพี่นกเหรอครับ?”




สิปปภาสลังเลอยู่พักใหญ่กว่าจะตัดสินใจถาม ในขณะที่คนถูกถามแค่โคลงศีรษะรับโดยไม่มองหน้า




“อื้มม จะว่าอย่างนั้นก็ได้ค่ะ แต่ที่จริงก็ช่วยทำบัญชีให้ที่นี่ด้วยน่ะนะ”




และก็เป็นอีกครั้งที่ชายหนุ่มกระพริบตาปริบๆ




“...บัญชี?”




เขาทวนคำด้วยความประหลาดใจ ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ไม่เคยมีสักครั้งที่เขาจะคิดว่าผู้หญิงตรงหน้าจะเป็นคนดูแลบัญชีของร้าน




    ......ก็มาดแม่คุณเธอไม่ให้เอาเสียเลยนี่




น้ำเสียงคลางแคลงเรียกสายตาของไอยวริญท์ให้ตวัดขึ้นมอง




“อื้อ บัญชี...” เจ้าหล่อนยืนยันคำเดิม ครั้นเห็นว่าความสงสัยยังปรากฏอยู่ในแววตาของคนตัวสูง เธอก็เลยช่วยขยายความต่อไปอีกหน่อย




“...ก็แบบว่า...ดูแลจัดการเรื่องทางการเงิน ประเภทรายรับรายจ่าย ...พวกค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่า....”




ถึงตรงนี้ไอยวริญท์ก็เว้นจังหวะ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดพรายขึ้นในชั่ววินาที




“อ้อ...แล้วก็คุมเงินเดือนพนักงานด้วยนะ...” Cry




เธอว่าต่อตาใส ใบหน้าขาวๆ ใต้กรอบแว่นยังคงเรียบสนิทระหว่างลอบสังเกตสีหน้าของคู่สนทนาที่ดูเหมือนจะอึ้งๆ ไป




หญิงสาวนึกขำในใจ




    จะมาหาว่าเธอแกล้งอำไม่ได้นะ ก็พูดจริงๆ นี่นา




    ...ก็ไม่ได้บอกซักหน่อยว่าเธอเป็นคนกำหนดอัตราจ้างน่ะ...




บุรุษตรงหน้าค้างไปนานพอสมควร ก่อนประโยคเปรยๆ คล้ายกับคนเพิ่งตระหนักสถานการณ์ได้จะหลุดออกมาจากปากเบาๆ




“อย่างงั้นเหรอครับ...”




บรรดาสรรพสิ่งทั้งหลายที่ทำให้เขาเฝ้าเพ่งเล็งเจ้าหล่อนห่างๆ มาตลอดหลายวันค่อยๆ ถูกรื้อออกมาเรียงกันในหัว นับตั้งแต่ที่เจ้าหล่อนวิสาสะจับจองโต๊ะใหญ่ที่สุดในร้านเป็นที่สอนพิเศษประจำ แถมยังชอบทำตัววุ่นวาย ใช้ไฟสิ้นเปลือง แล้วคอยส่งเสียงดังเป็นสรณะ...




....สรรพสิ่งดังกล่าวค่อยๆ ถูกลบ...และโยนทิ้งออกจากสมองจนหมดเกลี้ยง...




สิปปภาสเหยียดยิ้ม สีหน้าเคร่งเครียด




    ก็ว่าอยู่ว่าทำไมแม่คุณถึงได้ใจกล้าหน้าด้านปักหลักครองโต๊ะมาได้ตั้งนานสองนาน...




    ...ที่แท้ก็เส้นใหญ่นี่เอง




“อื้อ เป็นอันเข้าใจตรงกันนะคะ” หญิงสาวสรุปพลางคลายยิ้มนางพญามาให้




ถึงดวงหน้ามันเยิ้มของผู้หญิงสุดเซอร์คนนี้จะห่างไกลจากคำว่าสวยจนตาพร่าไปโข แต่สิปปภาสกลับรู้สึกได้ถึงรังสีบางอย่างที่พวยพุ่งออกมาพร้อมกับแรงกดดันมหาศาลที่ทำให้เขาเสียวสันหลังวาบ




    อา...สงสัยจะรัศมีเจ้าแม่กิตติมศักดิ์ละมั้ง...




“ให้ลงบัญชีแจ้งพี่นกไว้นะครับ” เขาทวนคำเสียงเรียบ “ขอทราบชื่อด้วยครับ”




รอยยิ้มหวานแย้มกว้างทันที




“อัยย์ค่ะ อ. อ่างไม้หันอากาศ ย. ยักษ์สองตัวแล้วก็การันต์นะคะ ไม่ใช่ไอค่อกแค่กนะ” เสียงแจ้วๆ เอ่ยตอบคล่องแคล่ว “ว่าแต่วันนี้อากาศร้อนจัง ถ้ายังไงขอน้ำแดงโซดาแก้วใหญ่ด้วยสิ บอกนนท์เขาไปแบบนี้แหละเดี๋ยวเขาจัดการให้เอง”




สิปปภาสก้มลงจดตามคำบอก แม้ในใจจะอดคิดไม่ได้ว่าอีกฝ่ายพูดจริงเท็จสักแค่ไหน




    น้ำแดงโซดานี่...มันจะมีในเมนูมั้ยนะ...




“น้ำแดงโซดาที่นึงนะครับ...จะรับอะไรเพิ่มอีกมั้ยครับ?”




ความจริงไอยวริญท์ก็กะจะปล่อยพ่อเด็กเสิร์ฟรุ่นน้องนี่กลับไปทำงานของตัวเองต่อหรอกนะ แต่พอเห็นสีหน้าขึงขังจริงจังสุดๆ ของอีกฝ่ายแล้วโรคเก่าของเธอดันกำเริบ ท่าทางเอาเรื่องเอาราวจนเกินเหตุนี่ทำให้เธอนึกถึงพี่ชายคนโตขึ้นมายังไงชอบกล




    ...ก็เลยอดรู้สึกคันไม้คันมืออยากแกล้งขึ้นมาหน่อยๆ ไม่ได้น่ะสิ




ใบหน้าหวานจึงคลายรอยยิ้มมุมปาก ต่อประโยคด้วยน้ำเสียงรื่นเริง




“...จริงๆ ก็มีอย่างอื่นที่อยากกินเหมือนกันนะ”




“ครับ?”




“ข้าวเหนียวหมูปิ้งร้านนู้นน่ะ” พูดจบเธอก็ชี้นิ้วไปยังอีกฟากหนึ่งของถนนที่มีรถเข็นเล็กๆ ตั้งอยู่




เตาถ่านเคลื่อนที่ขนาดย่อมถูกจุดไฟจนลุกโชน ท้าทายแสงแดดอันร้อนแรงของพระอาทิตย์ยามเที่ยงวันพร้อมกับไอแดดสะท้อนวิบวับในอากาศ ภาพที่เรียกว่าแค่มองดูจากที่ไกลๆ ก็ยังรู้สึกร้อนแทน




เธอหันมากระตุกคิ้วให้เขาข้างหนึ่งเหมือนจะยียวน




“เคยกินมั้ย? ป้าแกทำอร่อยนะ...อยากลองชิมปะล่ะ?”




ประโยคคำถามกึ่งเชิญชวนที่คนจดออเดอร์ต้องหรี่ตามองด้วยความสงสัย ชายหนุ่มยังไม่ค่อยเข้าใจความหมายที่อีกฝ่ายต้องการจะสื่อเท่าไหร่นัก











จวบจนกระทั่งใบหน้าขาวๆ ของผู้หญิงตรงหน้าจะค่อยๆ เหยียดรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมานั่นล่ะนะ









“...ซื้อให้หน่อยสิ แล้วเดี๋ยวแบ่งให้กินนะ” Cry









“.................”









    ......แบบนี้รึเปล่านะที่เขาเรียกว่า ‘จิกหัวใช้กันหน้าตาเฉย’





สิปปภาสไม่แน่ใจว่าเขาแสดงสีหน้าอย่างไรออกไปบ้างหลังจากประโยคเมื่อครู่ลอยเข้ามาในโสตประสาท



   
    ลูกค้ากิตติมศักดิ์นี่ท่าจะเอาเรื่องอยู่เหมือนกันแฮะ...




    อืม...ชักจะอึดอัดซะแล้วสิ



   
เขารีบตั้งสติเพื่อสะบัดความคิดด้านลบนั้นทิ้งไป ยิ่งพอสมองนึกย้อนไปถึงผลได้ผลเสียที่อาจจะกระทบกับเงินเดือน ชายหนุ่มก็รีบแย้มรอยยิ้มสยามเยี่ยงสุดยอดพนักงานบริการชั้นเลิศมาให้ทันที




“เคยครับ ผมเองก็ทานบ่อยๆ อร่อยดีเหมือนกัน ป้าเขาให้เยอะดีด้วยนะครับ” Embarassed




“ใช่ๆ ให้เยอะและก็ไม่แพงด้วยนะ” Embarassed




แม่เจ้าประคุณร่วมด้วยช่วยโคลงหัวคอนเฟิร์มทั้งที่กำลังกลั้นหัวเราะกึกๆ




สีหน้าปุเลี่ยนๆ ที่คนตรงข้ามเผลอหลุดออกมาเมื่อกี้ถือเป็นเรื่องผ่อนคลายอารมณ์ยามบ่ายได้ดีทีเดียว  ไอยวริญท์เหยียดยิ้มขัน ก่อนจะเอนตัวพิงพนักเก้าอี้บนโซฟาและยกเท้าขึ้นมานั่งขัดสมาธิหน้าตาเฉย




“สรุปว่าไม่กินสินะคะ ถ้างั้นคงไม่ต้องซื้อเผื่อ ก็ตกลงเอาเท่าที่สั่งนั่นแหละค่ะ ขอบคุณมาก”




พอได้แกล้งปั่นหัวชาวบ้านเล่นเล็กๆ น้อยๆ เธอก็ทำท่าจะกลับไปคีย์คอมพิวเตอร์เตรียมเอกสารประกอบการสอนของตัวเองต่อ











...ถ้าไม่ติดว่าเจ้าของน้ำเสียงนิ่งๆ เดิมๆ ยังคงพูดไม่จบ










“...เอากี่ไม้ครับ เอาข้าวเหนียวด้วยมั้ย?”







งานนี้เล่นเอาสาวผมจุกถึงกับกระดกแว่น รีบเงยหน้ามองอีกฝ่ายใหม่แทบไม่ทัน




    ...นี่คือจะไปซื้อให้จริงเด้?




“อ้าว...” เจ้าหล่อนลากเสียง กระพริบตาปริบๆ “ตกลงนี่คือจะกินด้วยใช่มั้ยคะเนี่ย?”




".........."




คำถามย้อนที่สิปปภาสนิ่งไปพักหนึ่ง ด้วยไม่รู้จะขำหรือจะเครียดดี




สุดท้ายก็เลือกเอ่ยตอบไปอย่างสุภาพ




“...เดี๋ยวผมออกไปซื้อให้ครับ ส่วนของผมน่ะไม่เป็นไรหรอก”




    ก็ทำตามหน้าที่ไปก่อนแล้วกัน คงไม่เสียหายอะไรมากหรอกมั้ง...




ในใจเขาคิดเพียงแค่นั้น




...แม้จะนึกสงสัยอยู่เหมือนกันว่าตัวเองมีหน้าที่คอยซื้อหมูปิ้งให้กับลูกค้าเพิ่มมาตั้งแต่เมื่อไหร่...




ส่วนไอยวริญท์ พอได้ยินคำกล่าวถูกใจสุดๆ เข้าแบบนั้นเจ้าตัวก็กระตุกรอยยิ้มเผล่ กลั้นหัวเราะหึๆ




    เออ เข้าท่าดีเหมือนกันแฮะ ไม่รู้ว่าน้องเขาใจดีอยู่แล้วหรือนึกว่าเรามีพาวเวอร์จริงกันแน่



   
    แต่ไหนๆ คนเขาก็อุตส่าห์มีน้ำใจ ...เลี้ยงหนมเด็กหน่อยก็ได้




“งั้นรบกวนหน่อยนะ ซื้อมาสิบห้าไม้ก็แล้วกัน เอาข้าวเหนียวสามห่อ แบ่งมานี่แค่ห้าไม้กับข้าวเหนียวห่อเดียวพอก็พอ ส่วนที่เหลือก็เอาไปให้คนอื่นๆ กินกันในครัวแล้วกัน”




ว่าจบเธอก็ควักธนบัตรใบหนึ่งมาจากกระเป๋ากางเกง หลังจากคิดราคาในใจคร่าวๆ แล้วว่าไม่เหลือทอนแน่ๆ เธอก็ส่งเงินให้บริกรหนุ่มที่ยื่นมือออกมารับด้วยความรวดเร็ว




“หมูปิ้งสิบห้าไม้ ข้าวเหนียวสามห่อนะครับ”




เขาทวนรายการซ้ำอีกครั้ง ก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าไปในครัวเพื่อวางของ โดยไม่ลืมหันไปสั่งเครื่องดื่มกับบาริสต้าสาวหน้าเคาน์เตอร์ หลังจากนั้นร่างสูงๆ ก็เดินข้ามถนนออกไปซื้อหมูปิ้งที่ร้านแผงลอยฝั่งตรงข้าม




เวลาผ่านไปไม่ถึงสิบห้านาที น้ำเสียงทุ้มไร้อารมณ์เดิมๆ ก็กลับมาดังข้างหูอีกครั้ง พร้อมด้วยจานเปล่าใส่หมูปิ้งห้าไม้กับข้าวเหนียวหนึ่งห่อที่ถูกนำมาเสิร์ฟลงบนโต๊ะอาหาร




“เรียบร้อยแล้วครับ”




“อุ๊ย เร็วดีจัง ขอบคุณมากนะคะ” หญิงสาวฉีกยิ้มมาให้วูบเดียวก็เอื้อมมือยาวๆ มาคว้าหมูปิ้งไม้แรกเข้าปาก




สิปปภาสได้แต่ทอดสายตามองคนกำลังมีความสุขกับการกินตาปริบๆ แล้วค่อยๆ ยกถุงพลาสติกในมือขึ้นสูง เหมือนพยายามจะหาจังหวะแทรก




“...ว่าแต่ที่เหลือจะไม่เอาไว้เองเหรอครับ?”




คำถามที่เธอส่ายหัววืด




“ไม่เป็นไรๆ เอาไปแบ่งกันกินเถอะ ฉันได้ของฟรีมาเยอะแล้ว ความจริงเจ๊อิ--หมายถึง..พี่นกเขาก็ชอบกินนะ ถ้าไม่ติดว่านางขี้เกียจเดินออกไปซื้อ”




เจ้าหล่อนว่าแล้วจัดการเคี้ยวข้าวเหนียวตุ้ยๆ ตามลงคอ โดยไม่ลืมหันมาสั่งทิ้งท้าย




“เอ้อ! แต่ถ้าจะแบ่งก็ให้พี่เขาก็เอาไปแค่สามสี่ไม้ก็พอนะ กินเยอะเดี๋ยวก็บ่นเรื่องอ้วนลงพุงกับเซลลูไลท์อีก เบื่อจะฟัง”





วูบหนึ่งที่ไอยวริญท์เหมือนเห็นประกายขำในดวงตาของอีกฝ่าย แม้ใบหน้าราวรูปสลักของชายหนุ่มร่างสูงจะยังนิ่งสงบไม่บอกอารมณ์อยู่เหมือนเดิม




“ขอบคุณมากนะครับ”




บุรุษตรงหน้าเพียงยิ้มสุภาพ ก่อนจะสืบเท้าจากไปอย่างเงียบๆ พร้อมถุงหมูปิ้งส่วนที่เหลือให้หญิงสาวที่กำลังเคี้ยวข้าวเหนียวมองตามไปอย่างขันๆ




ปกติแล้วเธอก็เป็นคนมีน้ำใจเอื้อเฟื้อพอสมควร เว้นก็แต่ว่าจะมีใครมาทำเขียมกระตุ้นต่อมงกเงินของเธอเข้าเสียก่อนนั่นแหละ เพราะงั้นถึงอีกฝ่ายจะไม่อาสาเดินไปซื้อ เธอก็กะเหมามากินเองแล้วแบ่งให้คนอื่นๆ ที่นี่เป็นของว่างตอบแทนน้ำใจและตีซี้ไปในตัวอยู่แล้ว




ไม่ทันคิดว่าอยู่ดีๆ ก็จะมีหมูปิ้งลอยมาเสิร์ฟให้ถึงที่โดยไม่ต้องฝ่าแดดตากลมออกไปซื้อให้เมื่อยตุ้ม




    เด็กๆ ในร้านนี่ก็ใช้ง่ายดีเหมือนกันแฮะ ไว้รอบหน้าซื้อเงาะกระป๋องมาถมตู้เย็นให้ด้วยดีกว่า




คิดแล้วก็หลุดหัวเราะหึๆ