[HB 005] แรกพบหน้า -1-

posted on 19 Jul 2014 00:33 by alyssa-cubic in Hummingbird




*เอ็นทรีนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Hummingbird Cafe
 

 
 


 
 
 
 
เวลา: ต้นเดือนมิถุนายน, 2014
 
ตัวละคร: อัยย์, วิน, อี้, ไอ, เอก
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
[HB 005] แรกพบหน้า
 
 
 
 
 
 
 
 
เครื่องปรับอากาศในห้างสรรพสินค้านั้นเย็นฉ่ำ





แต่เห็นทีจะสู้ไม่ได้กับความร้อนจากประชากรในเมืองกรุงที่หนาแน่นเสียจนแทบจะเบียดกันตาย




สมกับเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ บรรดาห้างร้านถึงได้อัดแน่นไปด้วยผู้คนจนล้นหลาม โดยเฉพาะกลุ่มสตรีวัยกลางคนที่พากันวิ่งไล่ล่าซื้อของลดราคากันอย่างไม่คิดถึงชีวิตและหนี้บัตรเครดิตที่จะร่อนตามมาในตอนสิ้นเดือน




โชคยังดีที่คิวในร้านอาหารยังไม่ค่อยแน่นเท่าไหร่ แต่ก็คงจะอีกไม่นานนัก คนหิ้วท้องรอมาตลอดบ่ายจึงรีบซอบเท้าแท่ดๆ เข้าไปในร้านสุกี้ได้ด้วยสีหน้าร่าเริงสุดขีด มื้อนี้เธอดวงเฮงได้กินอิ่มสบายกระเป๋าเพราะมีพี่ชายสุดที่รักเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ




ระหว่างกำลังต่อคิวรอที่นั่ง ไอยวริญท์ก็เหลือบไปเห็นผู้หญิงตัวเล็กๆ ขาวๆ คนหนึ่งในชุดเสื้อยืดคลุมเข่ากับกางเกงขาสั้นเข้าตรงหางตา ทั้งที่เจ้าหล่อนก็ออกจะธรรมดา แต่ไม่รู้ทำไมบุคลิกอีกฝ่ายถึงได้ติดตาเธออย่างไรชอบกล เหมือนเพิ่งเห็นแว่บๆ เมื่อไม่นานมานี้...





    …เอาเหอะ สงสัยจะคิดไปเอง




“สองที่ค่ะ” หลังจากบอกพนักงาน ไอยวริญท์ก็ชวนชายหนุ่มข้างตัวคุยจุกจิกไปเรื่อย ส่วนใหญ่เธอจะเป็นฝ่ายเล่าเรื่องตลกที่เกิดขึ้นระหว่างวันให้ฟังเสียมากกว่า และจังหวะที่พนักงานต้อนรับมาเชื้อเชิญทั้งคู่ให้เข้าไปนั่งข้างใน น้ำเสียงเล็กๆ แหลมๆ ของใครบางคนก็ลอยมาเข้าหู




“ใช่ นี่เจ้เข้ามารอในร้านแล้ว เราล่ะอยู่ไหน ทำไมช้าจัง?”




    วิธีการพูดแบบนี้ทำไมมันคุ้นหูจังวะ




หญิงสาวคิดในใจอย่างสงสัย ก่อนจะอดรนทนไม่ได้ ชะโงกหน้าไปมองหาต้นเสียง




แล้วสายตาเธอก็ไปสะดุดอยู่ที่ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนเดิมซึ่งนั่งไม่ได้ไกลจากประตูทางเข้านัก ผู้พูดรวบผมเป็นหางม้าหลวมๆ ใส่แว่นกรอบบางสีส้มสดใส ดวงหน้าหมวยๆ ติดจะงอง้ำนิดหน่อยขณะกรอกเสียงขุ่นๆ ใส่โทรศัพท์ด้วยท่าทางที่เรียกว่าใกล้หงุดหงิดเต็มแก่ …ถ้าแม่คุณแยกเขี้ยวขู่คนที่อยู่ปลายสายได้ก็คงจะทำไปแล้วกระมัง




“อะไรนะ! ยังไม่ออกมาอีก? จะช้าไปไหนเนี่ย! …อื้อๆ เสร็จแล้วโทรหาเจ้ด้วยแล้วกัน เร็วๆ ด้วยล่ะ เจ้หิวมาก!”




    ไอ้น้ำเสียงจิกๆ กับคำสั่งเฉียบขาดแบบนี้มัน...




พอไอยวริญท์หันไปมองเข้าอีกหนก็เป็นจังหวะที่อีกฝ่ายเรียกบริกรไปเติมเครื่องดื่มเข้าพอดี คราวนี้เธอเลยได้เห็นหน้าหญิงสาวคนนั้นเต็มๆ ตา




    ชัดเลย... เจ้าแม่มาเองเลยนี่หว่า! Sealed




“เป็นอะไร เจอคนรู้จักเหรอ?” อัศวินหันมาถามเมื่อเห็นผู้หญิงคนข้างๆ เอาแต่หันรีหันขวาง ไม่ยอมเดินไปนั่งที่โต๊ะเสียที แต่ก็ผิดคาดเมื่อแม่เจ้าประคุณรีบร้อนหันมายิ้มกลบเกลื่อนตาใส




“ไม่รู้จักเลยค่ะ! และก็ไม่น่าสนใจด้วย เพราะงั้นอัยย์ว่าเราไปนั่งตรงโน้นกันดีกว่า เก้าอี้ตรงนี้เล๊กเล็ก ดูท่าจะนั่งไม่สบาย” ไอยวริญท์ว่าเร็วปรื๋อพลางดันหลังพี่ชายให้เดินไปหาที่นั่งใหม่อย่างเร็ว และสุดท้ายทั้งคู่ก็มาลงเอยอยู่ที่โต๊ะสำหรับสี่คน ห่างจุดที่ณชนกนั่งออกไปสองสามแถว ไอยวริญท์เลือกที่จะนั่งหันหลัง มั่นใจเกินกว่าร้อยว่าอีกฝ่ายคงไม่ทันสังเกตเห็น




ส่วนพี่ชายของเธอน่ะหรือ?​ ปล่อยให้เขานั่งกินข้าวอย่างปกติสุขไปเถอะ ถึงยังไงทั้งคู่ก็ไม่เคยเจอหน้ากันอยู่แล้ว และต่อให้เจอก็คงจะจำกันไม่ได้ในทันทีหรอก...




เธอไล่สายตาอ่านเมนูโดยกะว่าจะลืมๆ เรื่องของคนข้างหลังไปซะ เสียก็แต่เสียงคุยโทรศัพท์ของแม่คุณนั่นแหละ...ช่างห่างไกลคำว่าเบาไปหลายเดซิเบลนัก...




“หา! มาไม่ได้!!? ตลกละย่ะ!” เสียงโวยวายชวนคุ้นหูทำไอยวริญท์สะดุ้งโหยง ปรายตาไปดูตามประสาคนอยากรู้อยากเห็น ท่าทางณชนกกำลังหัวเสียได้ที่ สีหน้าอีกฝ่ายจึงเริ่มเปลี่ยนจากการงอง้ำมาเป็นบึ้งตึง “แล้วเพิ่งมาบอกอะไรเอาตอนนี้เล่า! ห๊ะ..แก้ชุดใหม่!? ทำไมล่ะ คราวก่อนก็ยังใส่ได้อยู่เลยนี่ ….อย่าบอกนะว่าแกอ้วนขึ้น!?”




หล่อนหยุดประโยคไปนิด ก่อนจะทำท่าเหมือนคนความดันขึ้น




“…ก็ใครไปใช้ให้แกสวาปามเค้กที่ร้านไปเยอะละยะ ตัวเองก็จะหมั้นอยู่รอมร่อ…” ถึงตรงนี้เธอก็แยกเขี้ยววับ “เออ ก็ต้องอย่างนั้นอยู่แล้วล่ะย่ะ! อยู่แก้ชุดไปนั่นแหละ เดี๋ยวฉันกินกับเอกสองคนก็ได้ อือ…อือ โอเค แล้วคุยกัน” ณชนกสะบัดเสียงทิ้งท้ายก่อนกดตัดสาย ไม่นานนักโทรศัพท์มือถือเครื่องเดิมก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ใบหน้ากลมๆ นั่นดูจะสดใสขึ้นมานิดนึง




“จ้ะ ว่าไง เอกถึงรึยัง?.....หือ อะไรนะ? ไม่ว่างแล้ว?!!” สิ้นการโวยวายรอบสองนัยน์ตากลมๆ นั่นก็เบิกโพลง ก่อนร่างเล็กๆ จะทรุดฮวบไปกองกับโต๊ะสุกี้ด้วยอาการดราม่าหนักหน่วงกว่ารอบแรกหลายเท่าตัว หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น ตามด้วยอาการงอแง กระทืบเท้าเร่าๆ ไม่ได้ดั่งใจเป็นเด็กๆ




“เอกทำแบบนี้ไม่ด้ายยย ไม่ได้นะ! นี่ไอก็ปัดเจ้ไปคนแล้ว ใจคอจะให้เจ้กินสุกี้คนเดียวจริงๆ เหรอ!? …เฮ้ยยย ไม่เอาาา เจ้ไม่ยอมมม คือวันนี้เจ้เหนื่อยมาก แล้วก็หิวมากกก ทำงานแทบทั้งวันยังไม่ได้กินอะไรเลยเนี่ย เอกอย่าทิ้งเจ้ไปนะ นะ..นะ..นะ เจ้ขอร้องล่ะ...” 




อาการที่คนแอบดูเผลอเลิกคิ้วนิด




    เออ เฮ้ย นางมีใช้ลูกอ้อนด้วยแฮะ...




“ห๊ะ…อะไรนะ??” หล่อนอุทานอีกที ดวงตาเรียวเล็กนั่นเบิกกว้าง ก่อนอ้าปากเตรียมจะแว้ดรอบสาม “เฮ้ย—เดี๋ยวก่อน อยู่คุยกันให้รู้เรื่องก่อน เอก หยุดนะ อย่าเพิ่งตัดสา—”




ตู๊ด—- ตู๊ด——



“ทำกันแบบนี้อีกแล้วว ไอ้น้องทรยศ!”





คราวนี้เสียงร้องกรี๊ดๆ ดังลั่นร้านจนไอยวริญท์เผลอสะดุ้งตามไปด้วยไม่ได้ งานนี้แม้แต่อัศวินที่นั่งอยู่ตรงข้ามก็ยังสะดุด ชายหนุ่มตวัดสายตาไปมองต้นเสียงวูบหนึ่ง ก่อนจะบ่นออกมาเบาๆ




“อะไรของเขานะ เสียงดังจัง”





“สงสัยจะโดนเบี้ยวนัดน่ะค่ะ” เธอออกตัวแทนเสียงเพลียๆ




“คงงั้นมั้ง... เห็นนั่งหงอยเลยนี่...ดูท่าวิญญาณคงหลุดจากร่างไปแล้ว” เขาวิจารณ์ขำๆ แล้วค่อยหันไปสั่งอาหารต่อ ความเห็นที่หญิงสาวขยับยิ้มเจื่อน อดชะโงกไปมองด้านหลังอีกหนด้วยความเป็นห่วงไม่ได้




…แล้วก็เป็นอย่างที่พี่ชายเธอว่าไว้จริงๆ สภาพของณชนกตอนนี้เล่นเอาแม้แต่พนักงานสาวที่ยืนอยู่ข้างๆ ยังต้องแอบเกาหัวด้วยความลำบากใจ ร่างเล็กๆ ฟุบหน้าเอาคางเกยโต๊ะ ดูหมดสิ้นเรี่ยวแรงเสมือนจะกลายร่างเป็นผีเฝ้าหม้อสุกี้อยู่รอมร่อ...




    น่าสงสารแฮะ...




นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มตวัดมองหน้าพี่ชายสลับกับหญิงสาวไร้วิญญาณไปมาพักหนึ่งด้วยสีหน้าลำบากใจ




แล้วในที่สุดเธอก็ถอนหายใจเฮือก




“พี่วินรอแป๊ปนึงนะคะ พอดีอัยย์เจอเพื่อนน่ะค่ะ...ขอเข้าไปทักหน่อยนะ”






 
####################################






    ฮืออ ไอ้พวกน้องบ้า! จำเอาไว้เลยนะ ทิ้งพี่ตัวเองให้กินข้าวคนเดียวได้ลงคอ



    พวกเธอกล้าทิ้งสาวโสดทำงานหามรุ่งหามค่ำอย่างฉันให้กินข้าวคนเดียวในวันหยุดสุดสัปดาห์แบบนี้ได้ยังไงกันยะ หาา!! ทิ้งฉันให้ฉันนั่งกร่อยในที่ที่คนเขาพาครอบครัวมากินข้าวกันอย่างสำราญใจเนี่ยนะ!?


    ใจร้ายที่สุด!!! คราวหน้าอย่ามาขอให้เลี้ยงข้าวนะแม่จะเก็บเงินไปกินของแพงๆ คนเดียวให้จุใจไปเลย!!




“พี่อี้คะ”




เสียงแจ้วๆ คุ้นหูเรียกสติณชนกที่กำลังสาปแช่งพี่น้องร่วมอุทรอย่างเมามันให้เงยหน้าขึ้นมามอง แล้วดวงตาคู่กลมก็พลันเปล่งประกายระยับเหมือนโคมระย้าต้องแสงไฟทันที




“อ้าว อัยย์! บังเอิญจัง มากินข้าวที่นี่เหมือนกันเหรอ” เธอเอ่ยคำทักทายเสียงสดใส “กินข้าวด้วยกันมั้ย? เดี๋ยวมื้อนี้พี่เลี้ยงเองนะ!!”




ข้อเสนอที่ไอยวริญท์เลิกคิ้วสูง




    โฮ่…งานนี้เจ้าแม่สุดเขี้ยวยอมควักเงินเลี้ยงข้าวเราเลยเว้ยเฮ้ย.....ดูท่าจะอาการหนักจริง......




“ก็น่าสนใจดีหรอกนะคะ แต่พอดีอัยย์ไม่ได้มาคนเดียวน่ะค่ะ...”



พอเธอกล่าวปฏิเสธ เจ้าแม่ก็พลันหมองลงทันใด



“อ้าวเหรอ...แย่จัง...” ณชนกลากเสียง ค่อยๆ ก้มหัวลงไปนั่งเหี่ยวใหม่ “งั้นสงสัยพี่ต้องกินคนเดียวจริงๆ แล้วล่ะเนี่ย...เฮ้อ เซ็งเลยอะ อยากกินสุกี้มากแท้ๆ...กินคนเดียว...ไม่อร่อยแหงเลยอะ...”  ว่าไปไหล่ก็ตกไป ทำเอาตัวที่ว่าเล็กอยู่แล้วยิ่งลีบลงไปกว่าเดิมหลายเท่า



ไอยวริญท์เผลอยกมือเกาท้ายทอยตัวเองดังแกร่กๆ ด้วยสีหน้าลำบากใจที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นกับเธอบ่อยนัก หญิงสาวนิ่งไปพักหนึ่ง พลางไล่สายตาพิจารณาผู้หญิงตรงหน้าตั้งแต่หัวจรดเท้าใหม่อีกหน



ผมเผ้ารุงรัง ใบหน้ามันแผล่บในสภาพเสื้อยืดโทรมๆ กับกางเกงขาสั้น... สภาพแบบนี้ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นกับผู้หญิง ‘เป๊ะเว่อร์’ อย่างณชนกเท่าไหร่หรอก ขนาดวันนี้เธอนั่งอยู่ที่ร้านทั้งวันก็ไม่เห็นหล่อนเดินออกมาทักทายใครเท่าไหร่ ดูท่าจะโหมงานหนักน่าดู ได้ยินมาว่าอีกฝ่ายไม่ได้นอนเต็มอิ่มมาหลายวันแล้ว



    ก็เห็นจะจริงอย่างที่ว่า... ขอบตาแม่คุณยังดำคล้ำอยู่เลย...ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์แท้ๆ...



ความคิดที่ทำให้เธอถอนหายใจเฮือก ในที่สุดก็กลั้นใจเอ่ยถามประโยคที่ทำให้คนฟังหันมามองอย่างรวดเร็ว



 
“…พี่อี้.....จะมานั่งกินด้วยกันมั้ยละคะ....?”




    ก็ถือซะว่าทำบุญทำทานก็แล้วกันนะ...





 
####################################


 
 
 
 
คนนั่งรอค่อยๆ ละมือออกจากโทรศัพท์มือถือเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นหลังคนเป็นน้องสาวไวๆ แต่พอเงยหน้าขึ้นมาจริงๆ ชายหนุ่มก็ชะงักไปนิดเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้เดินกลับมาคนเดียว




ดวงตาหลังกรอบแว่นทอดมองผู้หญิงร่างเล็กที่เดินกอดกระเป๋าตามหลังไอยวริญท์มาด้วยสีหน้าติดจะงงๆ เขาจำได้ว่าหล่อนคือคนที่เพิ่งจะร้องกรี๊ดลั่นร้านอาหารไปเมื่อตะกี้นี้



อัศวินหันไปสบตาคนเป็นน้อง ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นสูงแทนคำถาม




“พอดีเขาถูกทิ้งให้กินข้าวคนเดียวน่ะค่ะพี่” คำอธิบายสั้นๆ ที่เขาพยักหน้าอย่างพอจะเข้าใจอะไรขึ้นมาได้ลางๆ จังหวะที่เขากำลังจะหันไปยิ้มให้ผู้มาใหม่ เสียงเจื้อยแจ้วของแม่น้องสาวตัวแสบก็ทำเอาเขาเผลอยิ้มค้าง




“พี่วิน นี่พี่อี้ค่ะ”




ประโยคแนะนำทำนายแพทย์หนุ่มตวัดสายตากลับไปมองผู้หญิงตรงหน้าใหม่แทบไม่ทัน อีกฝ่ายก็ดูจะตกใจไม่ต่างกัน แม่คุณถึงได้สะดุ้งโหยง หน้าตาเลิ่กลั่ก




    …ก็ถึงว่าทำไมน้องสาวเขาถึงดูลำบากใจที่จะลุกไปหาขนาดนั้น ทั้งที่น่าจะเห็นตั้งนานแล้วด้วยซ้ำ




“ส่วนพี่อี้ นี่พี่วิน พี่ชายอัยย์เองค่ะ...แต่เก๊าะ...คงพอรู้จักกันอยู่แล้วละมั้งเนอะ” ว่าจบยัยตัวแสบก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ว่างข้างๆ เขา “นั่งสิคะ”




แม้จะพยักหน้ารับรู้คำเชื้อเชิญ ณชนกก็ยังคงยืนอึ้งตัวแข็งทื่ออยู่ที่เดิม อัศวินเหลือบไปมองหน้าคนเป็นน้องสาววูบหนึ่ง คล้ายจะถามหาสาเหตุของการย้ายที่นั่งปุปปัป แต่พอเห็นเจ้าหล่อนเบ้ปาก ชักสีหน้าจำใจสุดขีดมาให้ เขาก็หัวเราะออกมาเบาๆ




    ยัยเด็กบ้านี่ก็จริงจังเรื่องที่แม่พูดไปได้ นี่คิดจะตีกันจริงๆ เหรอเนี่ย




“สวัสดีครับ” ชายหนุ่มหันไปทักทายผู้มาใหม่อย่างมีมารยาท “ได้ยินชื่อมาตั้งนาน ไม่คิดเลยว่าจะเจอกันที่นี่”




“อ่า…สวัสดีค่ะ...” หญิงสาวค้อมหัวมาให้พอเป็นพิธี ดวงหน้าขาวๆ คลายยิ้มเจื่อนสนิทขณะกระชับกระเป๋าข้างตัวแน่น ดูเธอจะยังวางตัวไม่ค่อยถูกเท่าใดนัก




เรื่องนั้นอัศวินพอเข้าใจได้




    …ก็อยู่ในสภาพที่ไม่พร้อมเจอคนด้วยนี่นะ




ความคิดที่ทำให้เขานึกย้อนไปถึงตอนแม่คุณร้องโวยวายอีกหน แล้วอมยิ้มขำกึก




    สงสัยคงจะหิวมาก...




“'งั้นคุณจะกินข้าวด้วยกันเลยมั้ย? สั่งอาหารมาตั้งเยอะ ยังไงก็กินกันสองคนไม่หมดอยู่แล้ว”




“…เอ่อ…คือว่า…”




“หรือพี่อี้จะเปลี่ยนใจกลับไปนั่งกินสุกี้เหี่ย