[HB 004] ที่นั่งประจำ

posted on 12 Aug 2014 05:29 by alyssa-cubic in Hummingbird





*เอ็นทรีนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Hummingbird Cafe
 

 
 


 
 
 
 
เวลา: กลางเดือนพฤษภาคม 2014
 
ตัวละคร: อัยย์, ต่อ, พัด, โอห์ม
 
 
 


 
 
 
 
 
[HB 004] ที่นั่งประจำ
 
 
 
 
 
 
 
 
นาฬิกาข้อมือตีบอกเวลาสิบเอ็ดนาฬิกา สิบนาที



เช้านี้เป็นเช้าวันพุธ วันที่คนทั่วไปไม่ค่อยรีบร้อนออกจากบ้านกันเท่าไหร่



โดยปกติวันพุธมักจะเป็นวันเอื่อยๆ เพียงหนึ่งวันธรรมดาสำหรับคนทำงานออฟฟิศ หนึ่งวันกลางสัปดาห์ของบรรดานักเรียน วันที่ไม่ค่อยมีอะไรน่าจดจำเป็นพิเศษ





...แต่สำหรับไอยวริญท์...วันพุธนี้น่าจดจำพอสมควรทีเดียว...




หญิงสาวเจ้าของทรงผมซาลาเปายุ่งๆ กระดกกรอบแว่นสีดำของตัวเองให้เข้าที่ ขณะเพ่งมองไปยังมุมหนึ่งของร้านกาแฟฮัมมิ่งเบิร์ด




เจ้าหล่อนกระพริบตาซ้ำๆ




แต่ภาพเดิมยังคงปรากฏแก่สายตา...




บริเวณที่ตั้งของโต๊ะประจำตรงมุมเดิมปรากฏร่างสูงโปร่งของชายคนหนึ่งในเชิ้ตขาวกับเสื้อนอกดูภูมิฐาน เขาคนนั้นกำลังทอดสายตามองแลปท็อปส่วนตัวด้วยท่วงท่าสบายๆ พลางละเลียดกาแฟปั่นไซส์กลางในมือไปด้วย



ไอยวริญท์เดาว่าอีกฝ่ายคงเพิ่งมาถึงได้ไม่นานนัก วัดจากปริมาณกาแฟในแก้วที่ยังไม่ได้พร่องลงไปซักเท่าไหร่



    ...แปลว่าคงจะนั่งอยู่ตรงนั้นอีกสักพัก



เธอนึกสรุปในใจ ก่อนจะเริ่มหันซ้ายหันขวาจนกระทั่งไปประสานสายตาเข้ากับสองหนุ่มพนักงานเสิร์ฟที่ยืนกันอยู่คนละฟากร้าน



สิปปภาสชิงตีสีหน้าปลงๆ มาให้เป็นทำนองว่า ‘ช่วยหาที่นั่งให้ตัวเองไปก่อนแล้วกันนะครับ’ แล้วรีบหันไปจัดการกับออเดอร์ของตัวเองต่อ ในขณะที่อริญชย์แค่คลายรอยยิ้มเจื่อนๆ มาทางเธอด้วยท่าทีเห็นอกเห็นใจกว่าคนแรก แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ไปกว่ากันนัก ด้วยทั้งสองฝ่ายก็ถือว่าเป็นลูกค้าทั้งคู่



ไอยวริญท์ไหวไหล่แล้วผ่อนลม หายใจยาว เธอเองก็ไม่ได้คิดจะต่อว่าใครอยู่แล้ว ใช่ว่าพวกเขาต้องมีหน้าที่ช่วยกันโต๊ะให้เธอเสียเมื่อไหร่...



    มาช้าไปแป๊ปเดียวเอง โดนแย่งที่นั่งเฉยเลยแฮะ



หญิงสาวคิดในใจอย่างเซ็งๆ ก่อนจะชะโงกไปมองดูโต๊ะตัวถัดไปที่กะยึดเป็นที่พักพิงชั่วคราว



...โดยทั่วไปเรื่องราวก็ควรจบลงแค่นี้...





...ถ้าไม่ติดว่า...









...ไอยวริญท์ก็ยังเป็นไอยวริญท์ละก็นะ...





หลังจากวางสัมภาระของตัวเองลงบนโต๊ะตัวใหม่เสร็จเรียบร้อย ร่างปราดเปรียวก็ค่อยๆ สาวเท้าเข้าไปใกล้คนที่กำลังจับจองที่นั่งประจำของเธอทีละนิด หญิงสาวเพิ่งสังเกตตอนนี้เองว่าอีกฝ่ายเป็นคนหน้าตาดีทีเดียว ตาโตๆ กับจมูกโด่งได้รูปนั่นคงทำให้สาวๆ คนอื่นประทับใจได้ไม่ยากนัก





...แต่นั่นก็ไม่ใช่สาระสำหรับคนไร้ฮอร์โมนเพศอย่างเธอหรอกนะ...





“ขอโทษนะคะ” น้ำเสียงกังวานใสของหญิงสาวเรียกสายตาพาทิศให้ตวัดไปมองอย่างกระตือรือร้น แต่พอเขาได้เห็นสตรีตรงหน้าเต็มตา ชายหนุ่มก็นิ่งไปสักพัก รอยยิ้มเป็นมิตรที่เคยปรากฏพลันอันตรธานหายไปด้วยความรวดเร็ว



เหมือนจะรู้ว่าเผลอตัวแสดงสีหน้าผิดหวังออกไป ร่างสูงจึงยืดตัวกระแอมเบาๆ หมุนมือขยับถ้วยกาแฟขึ้นจิบด้วยองศาคุณชาย ก่อนค่อยออกปากถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย



“มีอะไรหรือครับ?”



กิริยาขี้เต๊ะที่กินเวลาแสดงผลไปร่วมนาทีครึ่ง นานเสียจนไอยวริญท์เกือบปล่อยก๊ากออกมาอยู่รอมร่อ



    ฮู้ยย... สงสัยพ่อคุณจะนึกว่าหล่อแล้วเก๊กได้!



    ดีนะพี่แกไม่ยิงเสียงสปอตโฆษณามาคุยด้วย ไม่อย่างงั้นเธอได้ล้มลงไปขำกลิ้งกะพื้นจริงๆ แน่!



“คือเก้าอี้ตัวนี้เป็นที่ประจำของฉันน่ะค่ะ ฉันทิ้งของเอาไว้แถวนั้นเต็มเลย ถ้าคุณไม่รังเกียจ ช่วยย้ายไปนั่งโต๊ะข้างๆ ได้มั้ยคะ?” เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสุภาพตามฉบับคนขอความช่วยเหลือที่ดี แม้ใบหน้าจะกลั้นยิ้มเสียจนบิดเบี้ยวไปหมด



พาทิศรับฟังด้วยท่าทีสงบ ระหว่างไล่สายตาประเมินคนตรงหน้าเร็วๆ ...นี่ถ้าหากหล่อนเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ หวานๆ หน้าตาน่ารักน่าทะนุถนอม เขาก็คงยินดีจะลุกให้อย่างไม่ยากนัก



...เสียก็แต่ว่าสภาพคนตรงหน้าเขาตอนนี้มัน...



เส้นผมฟูฟ่องมัดเป็นมวยลวกๆ เหมือนไม่ได้หวีมาเป็นอาทิตย์ ใบหน้ามันแผล่บ กรอบแว่นตาหน้าเตอะ แถมยังใส่แค่เสื้อยืดเก่าๆ โทรมๆ กับกางเกงผ้าฝ้ายและรองเท้าแตะหนีบ ไม่ว่าอย่างไรก็ห่างไกลคำจำกัดความ ‘สาวงาม’ ของเขาไปโข...จะมุมไหนก็ยายเพิ้งชัดๆ...



    มนุษย์ป้ารึเปล่าเนี่ย....?



    เดี๋ยวนี้กลายพันธุ์กันตั้งแต่ยังสาวเชียวเรอะ?



ความคิดที่วูบเข้ามาทำให้ชายหนุ่มเหยียดยิ้มมุมปาก



“เห็นทีคงจะไม่ได้ครับ” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยตอบกวนๆ “ผมเองก็กำลังทำงานอยู่ ยังไม่สะดวกจะย้ายให้ตอนนี้”



คำปฏิเสธที่ไอยวริญท์กระพริบตาปริบ แม้ดวงหน้าขาวๆ จะไร้แววโกรธเคือง แต่ปากก็ยังทำหน้าที่ต่อรองต่อไปเรื่อยตามนิสัย “แต่ฉันทิ้งของไว้แถวนี้เยอะเลยนะคะ ความจริงคุณจะไม่ลุกก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ฉันอาจต้องรบกวนคุณบ่อยๆ นะ”



ใบหน้าคมคายแค่เหยียดยิ้มขบขัน



“คงไม่ลำบากเท่าไหร่มั้งครับ” เขาหันมาบอก ก่อนจะก้มหน้าทำงานต่อเป็นการตัดบทสนทนา 




ปฏิกิริยาที่ไอยวริญท์พยักหน้าหงึก....ด้วยเจ้าตัวทึกทักเอาเองเสร็จสรรพว่าอีกฝ่ายยินดีให้รบกวน...



“โอเคค่ะ ถ้าอย่างนั้นคุณช่วยเอียงหัวหลบไปทางขวานิดได้มั้ยคะ?”



“ห๊ะ?” ลากเสียงค้างออกมาได้แค่นั้นก็ต้องเบิกตาโพลงอย่างตะลึงงันเมื่อจู่ๆ แม่เจ้าประคุณเธอก็ยื่นมือยาวๆ ออกมาหมายจะหยิบอะไรซักอย่างข้ามหัวเขาหน้าตาเฉย!



“เฮ้ย...เดี๋ยวสิคุณ--! ทำอะไรเนี่ย!?” พาทิศหันไปโวยวายใส่ผู้หญิงคนตรงข้ามที่ทำท่าเอียงคอไร้เดียงสามาให้



“ก็หยิบของไงคะ ตะกี้ฉันก็บอกคุณแล้วไงว่าฉันวางของไว้แถวนี้ แล้วคุณก็บอกเองว่าคงไม่ลำบากอะไรเท่าไหร่ ฉันก็เลยนึกว่าคุณโอเคให้ฉันหยิบได้.........นี่ฉันทำคุณตกใจเหรอคะ?”



    ยังมีหน้ามาถามอีกเรอะ!

   



    เหตุผลเข้าข้างตัวเองสุดๆ ไปเลยนี่หว่า...




ชายหนุ่มเผลอหน้ากระตุกไปวูบ ก่อนจะแค่นหัวเราะออกมาอย่างอวดดี



    ยัยมนุษย์ป้านี่ริอาจลองของเหรอ...



    ก็น่าสนุกดีนี่...มารบกันซักตั้งก็ได้มา!





“...งั้นคุณจะเอาอะไรบอกผมดีกว่า เดี๋ยวผมหยิบให้”



    อยากจะรู้เหมือนกันว่าข้าวของเจ้าหล่อนจะเยอะแยะอะไรนักหนา!



คำท้าทายที่คนตรงข้ามฉีกยิ้มเบิกบาน



“อุ๊ย ใจดีจัง งั้นช่วยหยิบถุงกระดาษสีฟ้าที่อยู่ข้างหลังคุณให้หน่อยสิคะ ...นั่นล่ะค่ะ อันใหญ่ๆ นั่นล่ะ”



พอหันไปมองตามคำบอกเขาถึงได้เห็นว่าเบื้องหลังชั้นนิตยสารที่อยู่ท่ามกลาง กลุ่มดอกไม้สีพาสเทลนั่นมีถุงกระดาษสีฟ้าโทนใกล้เคียงแอบซ่อนไว้อยู่จริงๆ พอมือใหญ่เอื้อมออกไปหยิบถุงดังกล่าว เขาเลยวิสาสะค้นข้าวของข้างในกุกกักไปด้วย ส่วนนึงก็หมายจะกวนโมโหคนข้างๆ ด้วยเนี่ยแหละ



จะติดก็ตรงที่นอกจากเจ้าหล่อนจะไม่สะทกสะท้านแล้ว คุณเธอยังแย้มยิ้มนำเสนอไอเท็มดังกล่าวได้อย่างภาคภูมิใจเสียด้วยซ้ำ



“อุปกรณ์ยังชีพฉันเองค่ะ ของจำเป็นทั้งนั้นเลยนะคะ”



    อืม...เห็นทีจะเป็นอุปกรณ์จำเป็นจริงๆ...

...เพราะสิ่งที่ปรากฏให้เห็นในมือกำลังทำเขาตาค้างรอบสอง........



    เพราะมันคือ..........ปลั๊กพ่วง!! 

   



     และไม่ใช่ขนาดพกพา แต่เป็นอุปกรณ์สำนักงานอันใหญ่เท่าบ้าน!



    ....นี่ผู้หญิงคนนี้ทิ้งปลั๊กพ่วงของตัวเองเอาไว้ในร้านกาแฟเลยเรอะเฮ้ย!? Sealed




“...นี่คุณกะใช้ไฟร้านเขาเต็มที่เลยสินะ สายใหญ่ซะขนาดนี้รับรองชาร์ทเร็วชาร์ทแรง ไฟไม่กระตุกไม่ลัดวงจรชัวร์...”



เขาตั้งใจว่าเสียดสีแท้ๆ แต่ผู้หญิงคนตรงข้ามกับตบเข่าฉาด ยิ้มหน้าบานมาให้เฉยเลย



“อุ๊ย รู้เหมือนกันเหรอคะ? ยี่ห้อนี้ใช้ดีนะคะ ทนด้วย เสียอย่างเดียวตรงมันหนักไปหน่อย ก็เลยต้องเอามาทิ้งไว้ที่นี่น่ะค่ะ”



    เอ้อ...ยังมีหน้ามาตอบอีกแน่ะ!



“อ่อ แล้วรบกวนคุณช่วยส่งหนังสือสีเทาคาดน้ำเงินที่อยู่หลังคุณมาให้ฉันด้วยสิคะ เล่มใหญ่ๆ นั่นล่ะค่ะ” ว่าพลางสิ้นคำเธอก็ชี้โบ้ชี้เบ้ไปด้านหลังให้เขาหันไปมองตาม พาทิศเองก็ไม่รู้ว่าเธอจงใจแกล้งเขารึเปล่า ถึงได้เลือกเอาหนังสือเล่มที่หนาและหนักที่สุดจนเขาต้องใช้สองมือประคองส่งให้ อีกฝ่ายแค่ยืนยิ้มยิงฟัน เปิดถุงกระดาษรอให้อีกฝ่ายวางหนังสือใส่



“ค่ะ แล้วก็ขอเล่มสีขาวเล็กๆ ตรงนั้นด้วยค่ะ อ้อ...แฟ้มพลาสติกสีส้มด้วยนะคะ ตรงฝั่งซ้ายสุด.. ไม่ใช่อันนี้ค่ะ” เจ้าหล่อนเอ่ยสั่งแจ้วๆ ก่อนจะเบ้หน้า โบกนิ้วชี้ไปมาพลางจุ๊ปากมาให้



“คุณหยิบผิดอันแล้วค่ะ อันนี้เขาเรียกสีแสด ไม่ใช่สีส้มค่ะ สีส้มมันต้องอมเหลืองซีคะ สีส้มๆ เหลืองๆ เหมือนเปลือกส้มน่ะค่ะ” ว่าจบเธอก็หยุดจังหวะไปนิด หันมาจ้องหน้าเขาด้วยสีหน้าจริงจัง



“ ...เคยกินส้มมั้ยคะ?”



คำถามกวนประสาทที่เขาแค่นหัวเราะเหอะ



“...ในสายตาผมจะอันไหนมันก็ส้มเหมือนกันล่ะคุณ”



ปากบ่นมุบมิบไปได้แป๊ปเดียวก็กลายเป็นว่าของแม่เจ้าประคุณกำลังวางเกลื่อนเต็มโต๊ะ เขา พอจะหันหน้าไปเฉ่งก็ปรากฏว่ายัยตัวแสบก็จัดการคว้ากองหนังสือกับเอกสารใส่ เข้าไปในถุงพลาสติกที่มีปลั๊กพ่วงของตัวเองด้วยความไวแสง และไม่ลืมรอยยิ้มนางงามมิตรภาพทิ้งท้าย



“ขอบคุณมากนะคะ” ว่าจบร่างเพรียวๆ ก็หมุนตัวหันหลังจากไป





...ได้สองสามเก้าก็ซอยเท้ากลับมาใหม่




“เอ้อใช่ ฉันลืมไป! ช่วยส่งน้องปาก้าให้ฉันหน่อยค่ะ”



“น้อง..ปาก้า?”



“ค่ะ ที่อยู่ด้านขวามือของคุณนั่นแหละค่ะ ตรงด้านหลังแจกันดอกไม้น่ะค่ะ”



พอหันไปมองตามคำบอกเขาถึงเพิ่งเห็น...นัยน์ตาสีดำแป๋วแหววของตุ๊กตายัดนุ่นสีชมพูขนาดหนึ่งฟุ้ตที่ยืนแอบอยู่ตรงโคมไฟข้างตัว



    นี่หล่อนทิ้งไว้แม้กระทั่งตุ๊กตา... เห็นที่นี่เป็นบ้านตัวเองรึไงเนี่ย Foot in mouth



“ขอบคุณมากนะคะ ไม่ได้บีบมันแก้เครียดแล้วงานฉันไม่ค่อยเดินน่ะค่ะ” เธออธิบายมาให้ยิ้มๆ ก่อนจะโบกมือข้างที่เหลือมาให้ “ตั้งใจทำงานนะคะ”



แล้วเจ้าหล่อนก็เดินตัวปลิวกลับไปนั่งเก้าอี้ของตัวเอง....









เวลาแห่งความสงบสุขผ่านไปได้ครึ่งชั่วโมงก็มีเสียงเดิมๆ ดังขึ้นอีก



“โทษนะคะ” หญิงสาวคนเดิมยืนฉีกยิ้มมาให้เขา พร้อมกับหนังสือเล่มหนาสีเทาคาดน้ำเงินชวนคุ้นตา



“ฉันใช้เสร็จแล้วล่ะค่ะ ช่วยเก็บเข้าที่ให้หน่อยนะคะ” พาทิศหันไปมองหน้าอีกฝ่ายอึ้งๆ หลังจากได้สติเขาก็เลยยิ้มให้พลางว่าเหน็บไปอย่างเสียไม่ได้



“ใช้เสร็จแล้วก็วางไว้ก่อนก็ได้มั้ง เดี๋ยวต้องใช้ใหม่แล้วจะลำบากนะ”



“อ้อ ไม่หรอกค่ะ ฉันแน่ใจว่าฉันไม่ต้องใช้แล้ว อีกอย่าง...” พูดจบเธอก็เบือนหน้าไปทางโต๊ะตัวเอง  “โต๊ะฉันมันก็เต็มหมดแล้วด้วย พอทีที่วางของมันน้อยน่ะค่ะ ถ้าเอามากองเยอะๆ เดี๋ยวจะรบกวนคนอื่นเปล่าๆ น่ะค่ะ”



คำว่า ‘คนอื่น’ ของไอยวริญท์ในที่นี้หมายถึงลูกศิษย์ ... แน่นอนว่าพาทิศไม่เข้าใจคำจำกัดความของเธอไปด้วยหรอกนะ



    แล้วไอ้ที่ทำอยู่นี่มันไม่เรียกว่ารบกวนเขารึไงฟะ...



    ยัยมนุษย์ป้านี่...



ชายหนุ่มฉีกยิ้มเย็นระหว่างนึกจิกกัดในใจ อีกฝ่ายก็ดูเหมือนจะอ่านความคิดเขาออก แม่คุณถึงได้หันมาส่งยิ้มให้เขาตาใส



“หรือคุณจะยกโต๊ะตัวนี้ให้ฉันก็ได้นะคะ คุณจะได้ทำงานต่อสะดวกๆ”



    ....หน้ามึนที่สุด!!



“...ผมก็คงทำงานได้สะดวกกว่านี้แหละครับ ถ้าคุณกลับไปนั่งที่ตัวเองเงียบๆ นานๆ” เขากัดฟันตอบหน้ายิ้ม



“แหม่ เห็นทีคงไม่ได้หรอกค่ะ”



    ห๊ะ...!?



“ก็ฉันบอกคุณแล้วว่าของฉันเยอะ ฉันคงต้องรบกวนคุณบ่อยหน่อย” เธอว่าต่อก่อนจะกระดกแว่นรัวๆ “แต่คุณก็ดูสนุกดีนี่คะ เห็นยิ้มไม่หุบเลย”



“รู้จักคำว่ายิ้มประชดมั้ยครับ?”



“งั้นย้ายที่มั้ยละคะ? ฉันเก็บของเร็วนะ แป๊ปเดียวก็เสร็จ”



ทั้งสองสะท้อนรอยยิ้มอารมณ์ดีมาให้แก่กัน ผิดกับบรรยากาศรอบด้านที่สัมผัสได้ถึงไอเย็นลางๆ



“ผมเป็นคนมั่นคงครับ ปักหลักที่ไหนแล้วก็อยู่ตรงนั้นเลย”



ได้ยินอีกฝ่ายพูดเช่นนั้น ไอยวริญท์จึงขยับยิ้มหวานกว้างกว่าเดิมจนตาหยี



“...ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนช่วยเก็บให้ที ...ที่เดิมนะคะ” สิ้นคำทิ้งท้าย เธอก็หันหลับเดินก