[HB 010] ง้อ

posted on 19 Oct 2014 22:17 by alyssa-cubic in Hummingbird





*เอ็นทรีนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Hummingbird Cafe
 

 
 


 
 
 
 
เวลา: ต้นเดือนกรกฏาคม 2014
 
ตัวละคร: อัยย์, โอห์ม, แพรว


 
 

*หมายเหตุ: ควรอ่านเอ็นทรีเรียงตามนี้มาก่อนนะคะ

- ของที่เธอให้ {บล็อคจีน}
 

- กลับบ้าน
{บล็อคโอห์ม}
 




 
 
[HB 010] ง้อ
 
 




 
หลังจากเหตุการณ์เมื่อคืนก่อน กว่าไอยวริญท์จะตั้งสติลุกขึ้นมาทำอะไรได้ก็ปาเข้าไปบ่ายสาม...



ความจริงเธอรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาได้สามรอบแล้ว แต่ยังสะลึมสะลือและปวดหัวมากเกินกว่าที่จะโต้ตอบไหว ครั้งแรกเธอจำได้ว่ามารดาเธอพยายามปลุกและร้องเรียกอยู่หลายหน นึกย้อนดูน่าจะเป็นเวลาซักหกโมงกว่า แต่เอมอรทนตื๊อได้สักพักก็เลิกสนใจและกลับไปทำกิจวัตรยามเช้าตามปกติ



การปลุกในครั้งที่สองนุ่มนวลกว่าคราวแรกโข ไอยวริญท์เดาว่าคงเป็นพี่ชายคนรองที่แวะมาสะกิดเรียกเธอเบาๆ ก่อนจะออกไปทำงาน พอเห็นเธอไม่หือไม่อือ อีกฝ่ายก็จากไปอย่างว่าง่าย



ส่วนประสบการณ์การปลุกที่โหดร้ายที่สุดเธอขอยกให้ครั้งสุดท้าย... หญิงสาวยังจำเสียงตวาดแว้ดๆ ราวกับฟ้าผ่าของอรรถวุฒิได้ดี ยังไม่นับที่พ่อเจ้าประคุณฉุดกระชากร่างเธอซ้ำๆ จนแทบจะร่วงหล่นลงมาจากโซฟาตั้งหลายรอบ หนนี้ไม่ต้องลืมตาก็รู้ว่าคงใกล้เก้าโมงเช้าเต็มแก่ เพราะได้เวลาประจำที่พี่ชายกับพี่สะใภ้ของเธอจะออกมารับประทานข้าวเช้า



ไอยวริญท์จำได้ว่าตัวเองเอาแต่ร้องโอดโอยตอนถูกพี่ชายบ่นเสียหูชาว่าเป็นสาวเป็นแส้ดันปล่อยตัวเองให้เมาเหล้าไม่รู้เรื่องได้เป็นชุด แต่พอรู้สึกตัวอีกที เธอก็ถูกหามขึ้นมาโยนลงบนเตียงชั้นสองเรียบร้อย พร้อมกับคำพูดทิ้งท้ายของคนแบกว่า ‘เห็นเด็กขี้เมานอนอนาถอยู่ข้างล่างแล้วเกะกะลูกตา’



ความจริงทนเห็นสภาพเธอปวดหัวจี๊ดไม่ได้ล่ะสิไม่ว่า...



....นี่แหละนิสัยจริงๆ ของพี่ชายคนโตของเธอ ปากร้ายแต่ใจดีเสมอนั่นแหละ



หลังจากรวบรวมพลังกระชากตัวเองให้ลุกขึ้นมาอาบน้ำสระผม ไอยวริญท์ก็รู้สึกสดชื่นขึ้นมาเป็นกอง หญิงสาวไม่ค่อยหงุดหงิดที่ไม่ได้อาบน้ำข้ามคืนซักเท่าไหร่ เหตุเพราะเครื่องสำอางบนใบหน้าได้ถูกล้างออกจนหมดจดด้วยฝีมือของแพทย์หนุ่มไปตั้งแต่เมื่อคืนก่อน เนื้อตัวก็ถูกเช็ดจนสะอาดไปสองรอบด้วยฝีมือคุณพี่คนเดิมกับพี่สะใภ้ผู้แสนใจดีในตอนสาย



...บางคนก็โทษว่าการเป็นลูกสาวคนเล็กในบ้านชายล้วนมันโดนโอ๋แบบนี้แหละ นิสัยเสียๆ ของเธอถึงได้ไม่ถูกแก้ให้หายสักที...



ร่างสูงเพรียวในชุดเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงขาสั้นตัวใหม่ขยี้ผมสีน้ำตาลเข้มที่ถูกเกล้าเป็นมวยซาลาเปา ระหว่างเดินสะโหลสะเหลลงบันไดมาชั้นล่าง



“อ้าว ตื่นแล้วเหรอจ๊ะ หิวมั้ย? เมื่อกลางวันพี่ทำข้าวต้มรอไว้ให้น่ะ” เจ้าของเสียงนุ่มนวลและรอยยิ้มหวานคือปารมี พี่สะใภ้คนสวยของเธอซึ่งกำลังนั่งอ่านหนังสือนิยายพลางฟังข่าวดาราในทีวีไปด้วยอยู่บนโต๊ะกินข้าว



ไอยวริญท์พยักหน้าตอบรับคำชวนนั้นโดยไม่ลังเล



“กินค่ะ...อ๊ะ แต่อัยย์ตักเองได้ค่ะ พี่นั่งอยู่ที่เดิมแหละไม่ต้องลุกหรอก” เธอรีบกล่าวแทรกเมื่อเห็นอีกฝ่ายทำท่าจะลุก แม้ปารมีจะเต็มใจบริการ แต่ไอยวริญท์คิดว่าการเบียดเบียนคนท้องในเวลานี้คงไม่ค่อยจะเหมาะนัก



   ขืนพี่วุฒิรู้เข้าคงเอาเธอตายแน่...



ตอนนี้พี่ชายคนโตของเธอแวะไปช่วยพ่อเฝ้าร้านทองแถวคลองเตย อีกไม่นานก็คงจะได้เวลากลับกันมาแล้ว



“แล้วหายปวดหัวรึยัง? ให้พี่ชงกาแฟดำให้ด้วยมั้ย?” คนนั่งตรงข้ามยังคงซักต่อด้วยความเป็นห่วง



“ดีขึ้นเยอะแล้วค่ะพี่ ไม่ต้องลำบากหรอกค่ะ” เสียงใสๆ ร้องตอบพร้อมถือชามข้าวต้มหมูควันฉุยออกมาจากในครัว



“แต่เมื่อเช้านี้ดูอาการหนักมากเลยนะ พี่ไม่เคยเห็นเราเมากลับบ้าน ไม่ชินตาเลย” ปารมีบอก ดวงหน้าหวานยังฉายรอยกังวลไม่หาย “ว่าแต่เมื่อคืนนี้อัยย์กลับมายังไง? พี่วินไปรับรึเปล่า?”



“กลับมายังไงน่ะเหรอคะ....” อีกฝ่ายลากเสียง ตักข้าวต้มเข้าปากพลางขมวดคิ้วยุ่ง “ก็พี่วินมารับเหมือนทุกทีมั้ง....” ว่าจบก็ชะงักไปนิด



   ไม่ใช่...



เสียงในใจดังค้านขึ้นแทบจะทันที



นึกๆ ดูแล้วไอยวริญท์ก็รู้สึกว่ามีบางอย่างแหม่งๆ จึงวางช้อนแล้วยกมือนวดขมับอย่างใช้ความคิด พอเธอตั้งใจระลึกชาติเข้าจริงๆ ภาพเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่ไม่ค่อยจะปะติดปะต่อกันเท่าไหร่ก็วูบเข้ามาในหัวรวดเดียวราวกับน้ำหลาก แถมแต่ละฉากก็ล้วนแต่เป็นซีนเด็ดที่ชวนทำข้าวต้มติดคอทั้งนั้นเลยด้วย...



ในห้วงความทรงจำเหล่านั้น เธอจำผู้ชายหน้าตาดีๆ ตัวสูงๆ ที่ขับรถมาส่งเธอได้ชัดเจน



....ซึ่งคนๆ นั้นไม่ใช่พี่ชายของเธอแน่ๆ ล่ะ...



ข้อสรุปที่หญิงสาวหลับตาปี๋ ยกมือสองข้างเสยผมตัวเองรัวๆ เธอล่ะนึกอยากจะกรี๊ดแล้วมุดหัวหายไปจากโต๊ะเสียเดี๋ยวนี้เลยจริงๆ!



“โอ๊ยย....เมื่อคืนนี้อัยย์ก่อเรื่องอีกแล้วไงพี่แพรว....” สิ้นคำโอดครวญ แม่เจ้าประคุณก็คว้าโทรศัพท์มือถือเผ่นแน่บขึ้นห้องชนิดไม่คิดจะอยู่กินข้าวต่อให้เสร็จ ทิ้งให้ปารมีได้แต่เอียงหัวมองตามไปอย่างงงๆ


 


##########################
 
 
 


ในอีกด้านหนึ่ง อริญชย์กำลังอยู่ในสภาพที่เรียกว่าอารมณ์เสียสุดขีด



ชายหนุ่มเดินวนรอบห้องนอนส่วนตัวเป็นรอบที่ร้อย กว่าเขาจะว่างจัดการส่งรถคันโปรดไปทำความสะอาดที่ร้านของเพื่อนสนิทก็ปาเข้าไปบ่ายโมงกว่า โชคยังดีที่เบาะรถทำจากหนัง จึงไม่ต้องแก้ปัญหาด้วยการเปลี่ยนเบาะใหม่ทั้งหมด แต่ที่แย่ก็คือร้านคาร์แคร์ของเพื่อนคนนี้ออกจะไกลไปหน่อย เมื่อผสมกับปัญหาขาดคนงานทำให้กว่าจะว่างพอไปรับรถคืนได้อีกหนก็คงจะพรุ่งนี้ตอนสาย



ซึ่งก็แปลว่าเขาจะไม่มีรถใช้ไปนานเกือบวัน....



แค่นั้นก็ทำให้เขาหงุดหงิดมากพออยู่แล้ว เมื่อผสมกับความผิดหวังที่รอให้ ‘ใครบางคน’ สำนึกและติดต่อกลับมาตั้งแต่เช้า จนเวลาล่วงเลยมาเกือบห้าโมงเย็นแล้วก็ยังไร้วี่แวว...



   นี่อย่าบอกนะว่าเธอเมาหนักมากเสียจนจำอะไรเมื่อคืนก่อนไม่ได้เลย...



   ถ้าเธอปล่อยตัวเองจนขาดสติขนาดนั้นแล้วละก็.... เห็นทีเขาคงต้องพิจารณาดีกรีความรักสนุกของเธอใหม่เสียแล้วล่ะ



นึกถึงเรื่องเมื่อคืนทีไร ต่อให้เป็นห่วง อริญชย์ก็อดรู้สึกโมโหอีกฝ่ายขึ้นมาไม่ได้ทุกที ใช่ว่าเขาจะเป็นผู้ชายหัวโบราณที่นึกรังเกียจสาวปาร์ตี้สมัยใหม่ ...แต่ถ้าหากไอยวริญท์ดื่มเหล้าแล้วออกอาการนี้ทุกครั้ง เห็นทีเขาจะเป็นฝ่ายอกแตกตายเพราะเป็นห่วงสวัสดิภาพหล่อนก่อนแหงๆ ในเมื่อพี่ชายหล่อนก็ให้ท้ายกันซะขนาดนั้น



ระหว่างกำลังนึกโมโห โทรศัพท์มือถือในกระเป๋ากางเกงก็สั่นครืด



หน้าจอปรากฏข้อความทักทายสั้นๆ ของ ‘ใครบางคน’ ที่เขารอสายมาทั้งวัน แต่ชายหนุ่มชักไม่แน่ใจเสียแล้วว่าตอนนี้เขายังจะมีอารมณ์อยากคุยด้วยอยู่มั้ย



ร่างสูงขมวดคิ้ว ยืนชั่งใจอยู่สักพักกว่าจะเลื่อนมือไปกดอ่านข้อความ....แล้วพบว่ามันไม่มีสาระใดๆ นอกจากคำทักทายกับสติ๊กเกอร์อัลปาก้าเอียงคอหนึ่งตัว เขาจึงเข้าใจเอาเองเสร็จสรรพว่าอีกฝ่ายคงสบายดีและไม่รู้ร้อนรู้หนาวสุดๆ



....นั่นยิ่งทำให้เขาอารมณ์เสียเข้าไปใหญ่



อริญชย์โยนมือถือลงบนโต๊ะ ไม่คิดจะตอบข้อความหลังอ่านเหมือนเคย ระหว่างกำลังหนีไปสงบสติอารมณ์ เขาก็ได้ยินเสียงข้อความเข้าติดต่อกันรัวๆ ประมาณหกเจ็ดครั้ง ก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบหายไป... หลังจากปรายตาไปมองก็พบใจความหลักแค่ว่าเขายุ่งอยู่รึเปล่า นอกเหนือจากนั้นก็เป็นสแปมสติกเกอร์อัลปาก้าในหลากหลายอารมณ์ ตบท้ายด้วยภาพร้องไห้แงๆ...



ถ้าให้เดาจากความถี่ในการส่ง เจ้าตัวคงพอรู้ว่าอารมณ์ของเขาตอนนี้ไม่ค่อยจะปกติเท่าไหร่ละมั้ง



ไม่นานก็มีเสียงเรียกเข้าดังขึ้น และปลายสายก็เป็นคนเดียวกับเจ้าของข้อความยาวเป็นชุดนั่น



อารมณ์หงุดหงิดยังทำให้เขาคร้านที่จะรับโทรศัพท์ ด้วยไม่รู้ว่าจะเผลอต่อว่าหล่อนเรื่องเมื่อคืนจนเกินควรรึเปล่า หากเสียงริงโทนที่ดังต่อเนื่องยาวนานจนใกล้ครบสองนาทีเต็มแก่กลับยิ่งถี่ขึ้นเรื่อยๆ ในความรู้สึกชายหนุ่มชอบกล



และในเสี้ยววินาทีสุดท้าย อริญชย์ก็ตัดสินใจเอื้อมมือไปรับ



“....ครับ คุณอัยย์?”



หางเสียงเย็นชาปนเหนื่อยหน่ายทำเอาปลายสายชะงักไปพักใหญ่



“...ฮัลโหล...เอ่อ...โอห์มยุ่งอยู่รึเปล่าคะ?” ประโยคที่กล่าวแหบพร่าและฟังดูตะขิดตะขวงใจแปลกๆ ไม่รู้ว่าหล่อนนึกเกรงใจที่โทรมารบกวน หรือรู้ว่าตัวเองมีชนักติดหลังอยู่กันแน่



“เปล่าครับ...” ถ้อยปฏิเสธราบเรียบทำคนฟังมุ่นหัวคิ้ว ...เขาอ่านข้อความแต่ไม่ตอบ ทั้งที่ปากก็บอกว่าไม่ยุ่งเนี่ยนะ?



    อีแบบนี้โดนโกรธแหง…



ความคิดที่เธอแค่นยิ้มเจื่อน ก่อนจะต่อคำเสียงอ้อมแอ้ม “คือ...ฉันจะโทรมาขอบคุณเรื่องเมื่อคืนน่ะค่ะ... คุณเป็นคนมาส่งฉันที่บ้านใช่มั้ยคะ?”



“...ครับ” ชายหนุ่มสูดหายใจลึก พยายามข่มอารมณ์หงุดหงิดที่ใกล้ปะทุเต็มแก่ไว้ในใจ “เมื่อคืนนี้คุณเมามาก จะเดินยังแทบไม่ไหวเลยด้วยซ้ำ” เขาได้ยินปลายสายหัวเราะแห้งๆ มาให้ น้ำเสียงเข้มที่กดไว้จึงงวดขึ้นมาอย่างเสียไม่ได้ “จะทำอะไรก็ควรรู้ลิมิตตัวเองบ้างนะครับ คอก็ไม่แข็งแท้ๆ ยังเที่ยวทำเป็นอวดเก่งเที่ยวท้าชนกับชาวบ้านอีก”



“อุ้ย...” คนถูกดุสะดุ้งโหยง ใบหน้านวลเจื่อนสนิทขณะหยอดคำถามหยั่งเชิงเสียงแผ่ว “...นี่คุณ...โกรธฉัน...อยู่รึเปล่าคะเนี่ย...?”



พอได้ยินเสียงถอนหายใจเหนื่อยหน่ายกลับมา เจ้าหล่อนก็ชักสีหน้าเหยเก



“โกรธจริงๆ ด้วย... ก็น่าจะโกรธอยู่หรอก เมื่อคืนฉันทำคุณลำบากน่าดูเลยนี่นา....”



“........จำได้ด้วยเหรอครับว่าเมื่อคืนทำอะไรลงไปบ้าง?”



คราวนี้ไอยวริญท์หัวเราะแห้งสนิท “แหะๆ...ฉันก็จำไม่ได้หมดทุกอย่างหรอกค่ะ นึกออกแค่เรื่องหลักๆ เท่านั้นแหละ อย่างเช่น...เอ่อ...รถคุณ...” ถึงตรงนี้รอยยิ้มก็เจื่อนเป็นกำลังสอง “...สภาพ...เป็นยังไงมั่งคะ...?”



“เมื่อบ่ายผมเพิ่งเอารถไปเข้าคาร์แคร์ เดี๋ยวก็คงทำความสะอาด ถอดเบาะถอดพรมไปซัก ล้างแอร์กำจัดกลิ่น ฆ่าเชื้อ... กว่าจะได้รถคืน....ก็คงพรุ่งนี้ตอนสายละมั้งครับ” ละไว้ในฐานที่เข้าใจว่าเขาไม่ว่างไปรับ แต่เรื่องอะไรเขาจะอธิบายให้เจ้าหล่อนฟังด้วยเล่า…



“ห๊ะ! พรุ่งนี้!!?? O__O!”



อีกฝ่ายทวนคำเสีย